การค้าผักและผลไม้กับจีน: ได้-เสีย เพราะ FTA?

ข่าวคราวการจัดทำความตกลงค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ในช่วงนี้กำลังเป็นที่สนใจในแวดวงธุรกิจ การค้าและ ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่คืบหน้าไปค่อนข้าง มาก และมีการลดภาษีไป แล้วในหลายรายการ อย่างเช่นประเทศจีน ซึ่งมีประเด็นเรื่องผักและผลไม้ ที่อยู่ในความสนใจของกระแส สังคมว่า ไทยมีส่วนได้-เสียอย่างไร

ความจริง ผักและผลไม้ในหมวดพิกัด 07-08 ได้มีการลดภาษีตามข้อตกลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 โดยไทยลดอัตราภาษีนําเข้าสินค้าในโควตาเฉพาะสินค้าบาง รายการจากร้อยละ 23-40 เป็นร้อยละ 0 ส่วนจีนลดอัตราภาษีนําเข้าสินค้าจากร้อยละ 0-13.6 เป็นร้อยละ 0 ซึ่งเมื่อพิจารณาการค้ากับจีนในรอบ 1 ปี (1 ตุลาคม 2546 - 30 กันยายน 2547) พบว่า การเปิดตลาดกับจีน ทำให้ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนเพิ่มขึ้น โดย ขยายตัวร้อยละ 57.6 สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ มันสําปะหลัง ทุเรียน เงาะ ลําไย มะม่วง มังคุด และสับปะรด ซึ่งเป็นผลไม้เมืองร้อน โดยมีมันสําปะหลังเป็นสินค้าส่งออกที่สําคัญที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 70 ของ มูลค่าส่ง ออกผักผลไม้ทั้งหมด (มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว) ส่วนไทยนำเข้าผักผลไม้จากจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 130.4 สินค้านําเข้าที่สําคัญได้แก่ แอปเปิล แพร์ ควินซ์สด ลูกนัด เมล็ดอัลมอนด์ องุ่น ส้ม และผลไม้แห้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักผลไม้เมืองหนาวที่ปลูกได้ดีในจีน

โอกาสผลไม้ไทย การส่งออกผักและผลไม้ไปจีนมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่อการเจรจาลดอุปสรรค ทางการค้าที่เป็นมาตรการที่มิใช่ภาษี ของทั้งสองฝ่ายบรรเทาเบาบางลง โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบ เกี่ยวกับ มาตรฐานสุขอนามัยและการกระจายสินค้า นอกจากนั้น การเปิดตลาดกับจีนมีส่วนทําให้ไทยลด การนําเข้า ผลไม้จากประเทศอื่น เนื่องจากผลไม้จากจีนหลาย รายการราคาถูกกว่านำเข้าจากประเทศอื่น โดยเฉพาะ แอปเปิลมีการนําเข้าเป็นจํานวนมาก ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากผักผลไม้นําเข้าที่มีความ หลากหลาย และราคาต่ำกว่าก่อนการจัดทํา FTA ไทย-จีน ค่อนข้างมาก

ปัญหา ผู้ผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มผู้ผลิตหอมหัวใหญ่ และกระเทียม แต่ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นดังกล่าวมิได้มีสาเหตุมาจากการทํา FTA ไทย-จีน โดยตรง เนื่องจากในรอบ 1 ปี หลังการทํา FTA ไทยลดอัตราภาษีนําเข้าเป็นศูนย์สำหรับหอมหัวใหญ่ 365 ตันและกระเทียม 65 ตัน (เฉพาะในโควตา เท่านั้น) ส่วนการนำเข้านอกโควตายังคงเก็บภาษีในอัตราที่สูงดังเดิมที่ร้อยละ 142 และ 57 ตามลําดับ การทํา FTA ไทย-จีน จึงสะท้อนภาพสินค้าเกษตรในกลุ่มนี้ให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นกล่าวคือต้นทุนการผลิต หอมหัว ใหญ่และกระเทียมของไทยยังสูงจึงไม่สามารถแข่งกับสินค้าของจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามากได้ อีกทั้ง การลักลอบนําเข้าสินค้าดังกล่าวยังคงมีอยู่ ทั้งก่อนและหลังการทํา FTA ไทย-จีน เนื่องจากไทยมีการนำเข้า หอมหัวใหญ่ และกระเทียมในปี 2546 ทั้งหมดถึง 26,608 และ 52,136 ตัน ตามลำดับ

ทางออก ก่อนมีการทำ FTA ไทย-จีน ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความช่วยเหลือ ด้วยการออก มาตรการรับจํานําและการลดพื้นที่การเพาะปลูก แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด และไม่ สอดรับกับการ เตรียมการ เปิดการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี เกษตรกรในจังหวัดภาคเหนือ ตอนบน และบางจังหวัดในภาคกลาง และ ภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องหาแสวงหาแนวทางออก ใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในการปรับโครงสร้าง การผลิตอย่าง เป็นระบบเพื่อบรรเทาผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก การค้าที่ทุกฝ่ายจำต้อง ปรับตัว โดยในขณะนี้กำลังมีการ เร่งรัดจัดทำยุทธศาสตร์ผักผลไม้รองรับผลกระทบดังกล่าว
   
   
 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved