เปิดใจ "อภิรดี ตันตราภรณ์" รับประกันเจรจาเอฟทีเออย่างโปร่งใส

FTAMonitoring.org  

ช่วง 4 ปีสร้างของรัฐบาลนับจากนี้ไปการเจรจาการค้าเสรี ทั้งในกรอบพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) และในกรอบทวิภาคีภายใต้เอฟทีเอ ถือเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งปีนี้คาดว่าการเจรจาจะทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ แม้ว่าแต่ละคู่เอฟทีเอจะมีหัวหน้าคณะเจรจาทำหน้าที่ แต่ในแต่ละคณะ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (จร.) ถือเป็นแม่งานหลักโดยตรง อภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (จร.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการเจรจา สถานะความคืบหน้า ความคาดหวัง และจุดยืนของไทยในสองเวทีใหญ่

  • 5 เอฟทีเอ คาดปิดรอบได้สิ้นปีนี้

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานะความคืบหน้าเอฟทีเอที่ไทยจะจัดทำกับ 8 ประเทศและ 1 กลุ่มเศรษฐกิจว่า ในส่วนของเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 1 ม.ค. 48 แต่ยังมีเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่อคือ การเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการ และการเจรจามาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ที่ยังเป็นปัญหาในส่วนของสินค้าเกษตร เอฟทีเออาเซียน-จีน เริ่มลดภาษีนำร่องพิกัด 01-08 แล้วตั้งแต่ 1 ม.ค. 47 และจะมีการลดสินค้ากลุ่มใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 48 ส่วนเรื่องการค้าบริการและการลงทุนยังต้องเจรจาต่อไป

ส่วนไทย-อินเดีย ได้ลดภาษีสินค้านำร่องแล้ว 82 รายการตั้งแต่ 1 ก.ย. 47 และจะสรุปผลการเจรจาด้านการค้าบริการและการลงทุนภายในปี 49 ไทย-นิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ จะนำคณะมาลงนาม ความตกลงกับไทยในเดือนเม.ย.นี้ และความตกลงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ค. 48 ส่วนการเจรจาเอฟทีเอที่เหลือกับบาห์เรน เปรู สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มเศรษฐกิจ BIMSTEC ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ในประเด็นต่าง ๆ และคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการสรุปผลการเจรจา โดยคาดว่า เอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจาจะสามารถสรุปผลได้ภายในสิ้นปี 48 หรือต้นปี 49

  • แนวทางการเจรจาเอฟทีเอ ปี 48

นอกจากสถานะแต่ละเอฟทีเอที่กล่าวข้างต้นแล้ว ในปี 48 ไทยจะดำเนินการเจรจาในเรื่องการค้าบริการและการลงทุนภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน และไทย-จีน ต่อไป พร้อมกันนี้ไทยจะเริ่มการเจรจาจัดทำเอฟทีเอกับ กลุ่ม EFTA (สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป) ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค. 48 ขณะที่ไทยมีกำหนดจะเริ่มการเจรจาจัดทำความตกลงเอฟทีเอภายใต้กรอบอาเซียนกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และ +3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ภายในต้นปี 48 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

  • 4 ประเทศใหญ่ท้าทาย

เมื่อถูกถามถึงความหนักใจในการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ อธิบดี จร. ตอบอย่างไม่ลังเลว่า การเจรจากับสหรัฐ และญี่ปุ่น สองประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีความหนักใจค่อนข้างมาก เพราะการเจรจากับสองประเทศ นี้มีขอบเขตการเจรจาที่ครอบคลุมกว้างขวาง แถมยังมีอำนาจต่อรองมากกว่าไทย ส่วนการเจรจากับจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่จะมีผลต่ออนาคตด้านเศรษฐกิจของไทยก็มีความหนักใจไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้น 4 ประเทศ นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทยในปีนี้ ซึ่งล่าสุดในส่วนของญี่ปุ่นได้มาล็อบบี้นายกรัฐมนตรีของไทยให้ถอนสินค้าเกษตรสำคัญของไทย 3 รายการ ออกจากการเจรจา ประกอบด้วย มันสำปะหลัง ไก่ และน้ำตาล จากก่อนหน้านี้ไทยได้ยอมถอนสินค้าข้าวเพื่อแลกกับญี่ปุ่นให้คงสินค้าที่เหลืออยู่บนโต๊ะเจรจาทั้งหมด "เราย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าเอฟทีเอเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เขาจะมาเจรจาโดย ให้เราดึงเอาสินค้าสำคัญของเราออก แล้วบอกให้เราเปิดสินค้าทุกตัวให้เขา อันนั้นคงไม่สามารถตกลงได้และอาจทำให้การเจรจาไม่สำเร็จ"

ขณะเดียวกันในการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐที่จะเจรจากันในรอบที่สามช่วงเดือน เม.ย. นี้ที่เมืองไทย ทางสหรัฐก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีที่จะให้เราดึงสินค้าตัวไหนออก หรือขออะไรจากเราเป็นพิเศษ แต่เขารู้หลักการเจรจา เอฟทีเอภายใต้กฎเกณฑ์ของดับบลิวทีโอดีว่า การเจรจาจะต้องครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า แต่โดยข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก็มีสินค้าอ่อนไหวที่ต้องมีระยะเวลาในการลดภาษีระหว่างกัน อย่างไรก็ดีในการเจรจา ไทยคงเรียกร้อง ให้เขาลดภาษีสินค้าเป็น 0% ให้เรามากที่สุด ส่วนเราคงต้องลดให้เขาน้อยกว่าในฐานะที่เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ส่วนการเจรจากับจีนและอินเดียก็มีหลายเรื่องที่ต้องเจรจาทำความตกลงกันทั้งเรื่องภาษี และมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ซึ่งอาจจะมี Yes บ้าง No บ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ถือเป็นอุปสรรค

  • มั่นใจข้อมูลไทยมีพร้อมเจรจา

ต่อทีมเจรจาในแต่ละเอฟทีเอ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไทยยังอ่อนหัด ได้รับคำชี้แจงจากอธิบดี จร.ว่า ที่ผ่านมาแม้มีตัวแทนจากหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเจรจาในแต่ละเวที ตัวแทนจากแต่ละหน่วยงานก็มีความรู้ในเรื่องที่เขาดูแลรับผิดชอบเป็นอย่างดี และที่สำคัญในการเจรจาทุกฝ่ายก็มีการปรึกษาหารือกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งในการเจรจาแต่ละครั้งเราก็แชร์ข้อมูลกันและมีจุดยืน ร่วมกันในการเจรจากับแต่ละประเทศในแต่ละเรื่อง ขณะที่กรมเจรจาฯ เองก็มีข้อมูล และมีแหล่งข้อมูลในการเจรจาสั่งสมมานานกว่า 20 ปี น่าจะมั่นใจได้ว่าในการเจรจาไทยจะไม่เสียเปรียบ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าเราก็มีความพร้อมพอสมควร

  • รับประกันความโปร่งใส

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดใจต่อข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนทางการเมืองว่า ถือเป็นเรื่องที่ถูกเพ่งเล็งมาก แต่ในการเจรจาเอฟทีเอแต่ละครั้ง คณะเจรจราเอฟทีเอกับแต่ละประเทศไม่เคยได้รับคำสั่งจากนักการเมืองให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จะเป็นฝ่ายนำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาล รวมทั้งการชี้แจงตอบข้อสงสัยต่อวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ ตรวจสอบอยู่เป็นประจำว่า สถานะการเจรจาแต่ละเอฟทีเอเป็นอย่างไร ไทยได้หรือเสียอย่างไร ซึ่งก็ได้ย้ำเสมอว่าหากไทยอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบก็พร้อมที่จะเดินออกจากการเจรจา ซึ่งสรุปแล้วทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใส อย่างไรก็ตามข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน อธิบดีได้กล่าวเชิงเปรียบเทียบว่า "ต้องมองว่าอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ของไทยมีอะไรบ้าง หลักๆ ก็มีรถยนต์ สิ่งทอ อัญมณี และเครื่องประดับ อาหารสำเร็จรูป ซึ่งถือเป็นสี่กลุ่มสินค้าหลัก การเปิดเอฟทีเอคุณจะไม่ให้โดนคนในรัฐบาลเลยเป็นไปไม่ได้ เพราฉะนั้น ถ้าไทยไปเจรจาแล้วบอกว่าจะไม่เอาสี่ตัวนี้จะไปเอาอะไร เพราะสี่ตัวนี้ก็ครอบคลุมสินค้าของไทยเกือบหมดแล้ว"

  • ยังไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรถาวร

จริง ๆ แล้วเรื่องเอฟทีเอก็มีหน่วยงานหลักดูแลอยู่แล้ว คือ กระทรวงพาณิชย์และเราก็เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลสั่งสมมานานพอสมควร การที่ภาคเอกชนอยากให้มีหน่วย งานถาวรขึ้นมาดูเรื่องเอฟทีเอโดยเฉพาะ คล้ายๆ กับสำนักผู้แทนการค้าของสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) แต่โดยข้อเท็จจริงยูเอสทีอาร์ก็ไม่ได้ทำอะไรหมดทุกอย่าง ขณะที่รูปแบบและโครงสร้างหน่วยงานเราก็ไม่ เหมือนกันจะไปเลียนแบบกันก็ไม่ได้ วัฒนธรรมการทำงานต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน มองเผินๆ อย่างยูเอสทีอาร์ก็ดี เขารายงานตรงต่อประธานธิบดี แต่ในส่วนของเรารูปแบบเก่าที่มีกรมเจรจาฯ เป็นแม่งานหลักก็ทำงานไปได้ก็น่าจะใช้รูปแบบอันนี้ไป เพราะไม่ได้มีปัญหาอะไร

  • ความคืบหน้าเจรจาดับบลิวทีโอ

นอกจากการเจรจาเอฟทีเอแล้ว ในปีนี้ไทยยังมีภารกิจสำคัญในการเจรจาการค้าเสรีภายใต้กรอบดับบลิวทีโอ ซึ่งเป็นการค้าเสรีในกรอบใหญ่ของโลกที่ยังห่างไกลในการบรรจุข้อตกลง โดยนางอภิรดี คาดหวังว่าในการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 6 ที่จะมีขึ้นในเดือน ธ.ค. 48 ณ ประเทศฮ่องกง ที่ประชุมจะได้ข้อสรุปที่สำคัญคือ สูตรการลดภาษีสินค้าเกษตร สินค้า อุตสาหกรรม สูตรการลดการอุดหนุนสินค้าทั้งเกษตร ทั้งการอุดหนุนภายใน การอุดหนุนการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีที่มีการอุดหนุนมาก เมื่อได้สูตรการลดภาษี และการลดการอุดหนุนแล้ว จะเข้ามาในรายละเอียด และคาดหวังว่าจะสามารถลงนามความตกลงกันได้ภายในกลางปีหน้า "นี่คือเป้าหมายที่วางไว้ แต่ในรายละเอียดก็คง ไม่ง่ายนนักเพราะดับบลิวทีโอมีสมาชิกมากถึง 148 ประเทศ ซึ่งการลดการอุดหนุนคงไม่ถึงกับยกเลิกไปเลย เพราะสินค้าเกษตรถือเป็นสินค้าการเมืองของทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่ด้อย โอกาสจะต้องมีอะไรที่จะคุ้มครองให้ภาคเกษตรเขาอยู่รอดได้ ขณะที่ประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐหรืออียู ก็อยากที่จะลดภาะพวกนี้ลง ทั้งหมดนี้เป็นความหวังและต้องจรจากัน แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะ สามารถบรรลุข้อตกลงได้ตามที่คาดหวังกันได้หรือไม่"

สัมภาษณ์พิเศษ: ฐานเศรษฐกิจ (1 มีนาคม 2548)

   
   
 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved