ยุทธศาสตร์โคนม


 
  • สถานการณ์ปัจจุบัน

ไทยผลิตน้ำนมดิบได้ 750,000 ตันในปี 2547 ในจำนวนนี้เป็นนมโรงเรียน 340,000 ตัน และนมพาณิชย์ 410,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ จึงมีการนำเข้านมผงที่คิดในรูปน้ำนมดิบประมาณ 450,000 ตัน อย่างไรก็ตาม การนำเข้านมผงยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากใช้เป็นวัตถุดิบหรือ ส่วนประกอบในอุตสาหกรรมอื่น อาทิ นมข้นหวาน/จืด ขนมปัง/คุ๊กกี้ นมผงดัดแปลง ไอศครีม และนมเปรี้ยว เป็นต้น ที่มีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างดี ดังนั้น สัดส่วนการนำมาใช้ทำเป็นนมคืนรูปพร้อมดื่ม (Recombined Milk หรือ Milk Equivalence) ได้ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ* จากการที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมมากขึ้นในช่วงที่ผ่าน ในขณะที่ อุปสงค์นมพร้อมดื่มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว และจึงเป็นที่มาของโจทย์ใหม่ที่สำคัญที่นำไปโยงใยกับ FTAs และสะท้อนปรากฏการณ์ (Phenomenon) หรือ ในอีกมุมมองหนึ่ง ก็คือสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันในตัวเองว่า น้ำนมดิบล้นตลาด (โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม) แต่การนำเข้านมผงก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงและทางออกของน้ำนม ดิบอยู่ตรงไหน การที่ไทยจะผลิตน้ำนมดิบเพิ่มอีกหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาถึงศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของการผลิตน้ำนมดิบของไทยที่เป็นสากล ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมี ความตกลงการค้าเสรีแบบพหุภาคีหรือแบบทวิภาคี ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมนี้เพราะต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบของไทยยังสูงกว่าประเทศที่เป็น ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของโลกมาก (นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย) และในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมนมนี้ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกจุด เบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดโดยเร็ว เพื่อระงับยับยั้งวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดกับอุตสาหกรรมนี้ได้

  • ความตกลงการค้าเสรี

การส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเลี้ยงโคนมในประเทศมีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี ควบคู่ไปกับการนำเข้านำเข้านมผงจากต่างประเทศ และโดยที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นผู้ส่งออก รายใหญ่มายังไทย การเปิดเสรีการค้าไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป และการเปิดเจรจาเสรีการค้าระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ ที่กำลังดำเนินอยู่ย่อมก่อให้ เกิดการเปรียบเทียบถึงระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสากรรมโคนมของไทยกับของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และเป็นเหตุให้ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและ/หรือปรับโครงสร้าง อุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบเพื่อทำให้สามารถแข่งขันได้ต่อไปในระดับหนึ่ง

  • ข้อเท็จจริง

ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ประเทศไทยมีโควตาผูกพันในการนำเข้านมผงพร่องมันเนย (Skim Milk Powder: SMP) ในปี 2546 จำนวน 53,889 ตันและ ในปี 2547 จำนวน 55,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ในปี 2546 ประเทศไทยนำเข้า SMP จริง 73,657 ตัน หรือนำเข้าเกินโควตา WTO ร้อยละ 36.7 และเป็นที่แน่ชัดว่าในปี 2547 ก็จะมีการนำเข้า SMP เกินโควตา WTO เช่นเดียวกับปี 2546 โดยในปี 2546 ไทยนำเข้า SMP จากออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ 12,436 และ 18,613 ตัน ตามลำดับ ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ไทยมีโควตาผูกพันในการนำเข้า SMP จากออสเตรเลีย ปีละ 2,200 ตัน ในช่วงปี 2548- 2552 (5 ปี) ปีละ 2,547 ตัน ในช่วงปี 2553-2557 (5 ปี) ปีละ 3,012 ตัน ในช่วงปี 2558-2562 (5 ปี) และ ปีละ 3,524 ตัน ในช่วงปี 2563-2567 (5 ปี) โดยอัตราภาษีนำเข้าจัดเก็บที่ร้อยละ 20 สำหรับปี 2548 และลดลงร้อยละ 1 ทุกๆ ปี ในช่วง 20 ปี ข้างต้น จนเป็นศูนย์ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ตามความเป็นจริงแล้ว ปริมาณนำเข้า SMP จากออสเตรเลียในปี 2546 สูงกว่าโควตาตามกรอบ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่เริ่มใช้ในปี 2548 อยู่ถึง 5.6 เท่า และสูงกว่าโควตาในปี 2548 ตามกรอบ FTA ดังกล่าวอยู่ถึง 3.5 เท่า และขณะนี้ทางการไทยเก็บอัตราภาษีนำเข้า SMP ทั้ง ในและ นอกโควตา ที่ร้อยละ 5 แม้ในความตกลงฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้า SMP ในโควตาไว้ที่ร้อยละ 20 และนอกโควตาไว้ที่ร้อยละ 216 ก็ตาม

ตามกรอบ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้า SMP ร้อยละ 5 จะนำมาใช้ในปี 2563 ดังนั้น อนาคต (ปี 2563) จึงเป็นสิ่งที่เกิดแล้วในปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้น โควตานำเข้า SMP จาก ออสเตรเลียก็ยังต่ำกว่าที่นำเข้าจริงในปัจจุบัน กรอบ FTA ไทย-ออสเตรเลียที่ทำขึ้นจึงไม่เป็นข้อผูกมัดหรือภาระใดๆต่อไทยในประเด็นนมผงนำเข้า** และหาก FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ในส่วนของผลิต ภัณฑ์นมที่กำลังเจรจาอยู่ในขณะนี้ดำเนินการในทำนองเดียวกับ FTA ไทย-ออสเตรเลีย กรอบ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ก็จะยังไม่เป็นข้อผูกมัดหรือภาระใดๆต่อไทย เนื่องจากปริมาณนำเข้า SMP จริง สูงกว่าโควตาตามกรอบ FTA ที่กำลังเจรจากันอยู่

  • ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย

ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทยในที่นี้สามารถประเมินได้จากความแตกต่างราคานมในประเทศ กับราคานมในตลาดโลก ซึ่งการศึกษานี้ ใช้ราคานมผงพร่องมันเนย (SMP) ในตลาดโลกที่นำเข้ามาละลายน้ำ และเติมมันเนย (Butter Oil) เพื่อทำเป็นนมคืนรูป (Recombined Milk หรือ Milk Equivalence) ให้มีคุณสมบัติเท่ากับน้ำนมดิบที่ได้จากโคนมในประเทศ ผ่านการฆ่าเชื้อเป็นนมพร้อมดื่มหรือนมสด โดยมีการกำหนดนิยามดังต่อไปนี้

ช่วงต่างของราคา = ราคาน้ำนมดิบรับซื้อหน้าโรงงานที่ 12.50 บาท/กก.*** – ราคานมคืนรูป (บาท/กก.)

ดังนั้น หากราคานมหน้าโรงงานแปรรูปสูงกว่าราคานมคืนรูป แสดงว่า นมไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับนมผงนำเข้าที่นำมาทำเป็นนมคืนรูป ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากราคานมคืนรูปสูงกว่าราคานม หน้าโรงงาน นมไทยก็สามารถแข่งขันกับนมผงนำเข้าได้**** ดังนั้น จึงมีปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของนมไทยคือ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราภาษีนำเข้านมผง สัดส่วนราคานม ผงต่อราคามันเนย สัดส่วนการผสมนมผงต่อมันเนย และสัดส่วนการแปลงนมผงเป็นนมพร้อมดื่ม/นมสดโดยการเติมน้ำ (Recombined Milk หรือ Milk Equivalence) ซึ่งเมื่อกำหนดให้อัตราแลก เปลี่ยนอยู่ที่ 41.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 5 สัดส่วนราคานมผงต่อราคามันเนยอยู่ที่ 1: 1.1 สัดส่วนการผสมนมผงกับมันเนยอยู่ที่ 2:1 และ นมผงต่อน้ำ อยู่ที่ 1: 8***** พบว่า ณ ราคา SMP ในตลาดโลกที่ไทยสามารถแข่งขันได้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 2,250 USD/ ตัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่าราคา SMP ในตลาดโลกยังไม่เคยสูงไปถึงระดับที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ (2,250 USD/ตัน) โดยราคาเฉลี่ย SMP ในตลาดโลกช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ใน ช่วง 1,700 – 2,100 USD/ตัน (ซึ่งเป็นช่วงขาขึ้นของราคา SMP) จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงผลิตภาพน้ำนมดิบ ระบบ/กลไกการรับซื้อนมดิบ การแปรรูปนมดิบ และการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมให้มีความชัดเจนทั้งในส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผู้แปรรูป และผู้บริโภค รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างทางสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนมให้ทำหน้าที่สนับสนุน/เสริมสร้างขีดความ สามารถของอุตสาหกรรมดังกล่าว

   

 


* ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข นมสดพร้อมดื่มไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนว่าจะต้องมาจากน้ำนมดิบที่ได้จากโคนมในประเทศ จึงเปิดช่องให้มีการนำเข้านมผงมาละลายน้ำและเติมมันเนยให้เป็นนมพร้อมดื่มที่เรียกว่า Recombined Milk
** ตามความเป็นจริงแล้ว อัตราภาษีนำเข้าจัดเก็บที่ร้อยละ 5 มีมาก่อนหน้านี้แล้ว และหากมีการจัดเก็บในอัตราที่สูงกว่านี้ นั่นย่อมหมายถึง สินค้าที่ใช้นมผงเป็นส่วนประกอบหรือเป็นวัตถุดิบจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศ แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์นมเป็นสินค้าที่มีการควบคุมราคาโดยกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น หากทางการไม่อนุญาตให้ขึ้นราคา ต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะมากินส่วนเหลื่อม (Margin) ของผู้ประกอบการ
*** เกษตรกรขายน้ำนมดิบได้ในราคาถัวเฉลี่ยที่ 11.50 บาท/กก.
**** ในทางปฏิบัติ จักต้องคำนึงถึงปัจจัยที่เป็น Non-pricing ด้วย เนื่องจากนมผงที่นำเข้ามาทำเป็นนมคืนรูป (Recombined Milk หรือ Milk Equivalence) ให้เป็นนมพร้อมดื่ม มีความสะดวกด้วยประการทั้งปวง ทั้งในด้านการจัดเก็บและดูแลรักษาที่ทำให้มีการสูญเสียน้อยมาก (ซึ่งตรงกันข้ามกับน้ำนมดิบ)
***** องค์ประกอบของน้ำนมดิบและการแปรรูปน้ำนมดิบเป็นนมผงและผลิตภัณฑ์นม

 

FTAMonitoring.org   Back to Top Next  
   
 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved