ยุทธศาสตร์โคนม


 
  • การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
  1. จัดตั้ง คณะกรรมการกิจการนมแห่งชาติ (โดยอาศัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี) ปฏิบัติภารกิจที่กล่าวถัดไปให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี และให้มีการติดตามประเมินผลงานเป็นระยะๆ

    • จัดตั้ง คณะกรรมการกิจการนมแห่งชาติ ประกอบด้วย

    • นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการฯ
    • ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมส่งเสริมสหกรณ์ — อธิบดี กสส. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร — ผอ.สศก. และ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ – ผอ. สทศ.)
    • ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ (อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ อธิบดีกรมการค้าภายใน)
    • ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (คณะกรรมการอาหารและยา)
    • ผู้แทนกระทรวงการคลัง (สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง – ผอ. สวค./ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง — ผอ. สศค.)
    • ตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตน้ำนมดิบ (ตัวแทนสหกรณ์โคนมที่มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าเชื่อถือ 5 สหกรณ์)
    • ตัวแทนบริษัทผู้แปรรูปน้ำนมดิบรายใหญ่ (บริษัทที่มีการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 300 ตัน/วัน)
    • ตัวแทนสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค – สคบ. สำนักนายกรัฐมนตรี
    • ผู้เชี่ยวชาญ/นักวิชาการไม่เกิน 3 ท่าน

    • จัดให้มี สำนักงาน คณะกรรมการชุดดังกล่าว ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานเลขานุการทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำงานของ คณะกรรมการฯ

    • ภารกิจหลักของ คณะกรรมการฯ

    • ติดตามความเคลื่อนไหวด้านอุปสงค์และอุปทานผลิตภัณฑ์นมและนมพร้อมดื่มทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ส่งผลกระทบผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมในประเทศ
    • ประมาณการความต้องการนมพร้อมดื่ม (นมโรงเรียน และนมพาณิชย์) ในแต่ละปีล่วงหน้า
    • บริหารจัดการน้ำนมดิบให้เพียงพอและสอดรับกับความต้องการนมพร้อมดื่มในประเทศ และ/หรือขยายไปสู่ตลาดในประเทศใกล้เคียง
    • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมาย กฎกระทรวง กฎระเบียบเพื่อให้การทำงานของ คณะกรรมการฯ สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย
    • มีความเป็นอิสระในการกำกับดูแลและบริหารจัดการนมโรงเรียน การนำเข้าผลิตภัณฑ์นม และปัจจัยการผลิต ที่ใช้ในการผลิตอาหารโคนม เพื่อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ตลอดห่วงโซ่อุปทานนมดิบ-นมพร้อมดื่ม
    • ให้ คณะกรรมการฯ มีอำนาจในการขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการโคนม มาร่วมกันจัดทำแผนงาน และโครงการในแต่ละด้าน ตามแนวทางที่เสนอให้สอดประสานกัน และให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เมื่อขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และคณะรัฐมนตรีต่อไป

  2. จัดระบบ/จัดสรรการจัดซื้อนมโรงเรียน 6,900 ล้านบาท ให้สอดรับกับความต้องการโดยรวมทั้งระบบให้ลงตัวภายในเวลา 3 ปี*


    • คณะกรรมการฯ เป็นแกนกลางในการประสานงานและจัดการให้ผู้ประกอบการรายย่อย 65 ราย ทั่วประเทศ ที่ทำธุรกรรมนมโรงเรียนร่วมมือกับสหกรณ์โคนมที่ไม่มีโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ (ประมาณ 107 สหกรณ์ ) รวมตัวกันเป็นสหกรณ์โคนมที่มีโรงงานแปรรูปนมพร้อมดื่ม– สหกรณ์โคนมเต็มรูปแบบ ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว
    • ให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ คณะกรรมการฯ เข้าไปฟื้นฟูกิจการ องค์การส่งเสริมโคนม (อสค.) ที่กำลังประสบปัญหาในการดำเนินงาน โดยให้นำผลการวิเคราะห์ถึงความเป็น ไปได้ในข้อ 1) มาพิจารณาร่วมกับการฟื้นฟูกิจการ อสค. โดยมีสิ่งจูงใจให้เกิดกระบวนการควบรวมเป็น สหกรณ์โคนมเต็มรูปแบบ ด้วยการจัดสรรนมโรงเรียนให้เป็นกรณีพิเศษ (ในระยะเริ่มแรก)
    • คณะกรรมการฯ เป็นหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลการจัดสรรและตรวจสอบการดำเนินการนมโรงเรียนทั่วประเทศ ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เข้าร่วมในธุรกรรมนมโรงเรียน (ผู้แปรรูปรายใหญ่ 10 (-1)** ราย ผู้แปรรูปรายเล็ก 65 ราย และสหกรณ์โคนมบางแห่ง) เพื่อให้แต่ละ สหกรณ์โคนมเต็มรูปแบบ สามารถวางแผนการผลิตน้ำนมดิบของแต่ละสหกรณ์ให้สมาชิกทราบได้ล่วงหน้า
    • คณะกรรมการฯ ประสานความร่วมมือกับ สหกรณ์โคนมเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานนม ด้วยการขึ้นทะเบียนฟาร์มโคนมในสังกัด/สมาชิกสหกรณ์โคนม และดำเนินการให้เป็นฟาร์มโคนมมาตรฐาน เพื่อทำการควบคุมปริมาณและคุณภาพน้ำนมดิบได้ตลอดห่วงโซ่ (Traceability) ของแต่ละสหกรณ์โคนม และของทั้งประเทศและให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
    • คณะกรรมการฯ พิจารณาถึงแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรณรงค์เพื่อขยายตลาดนมพร้อมดื่มทั้งนมโรงเรียน (โดยคำนึงถึงภาระด้านงบประมาณที่คาบเกี่ยว กับการขยายจำนวนชั้นเรียน และ/หรือขยายจำนวนวันจาก 230 วัน/ปี ออกไปอีก) และนมพาณิชย์ (กำลังซื้อของประชาชน คุณค่าทางโภชนาการของนมด้วยการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ โดยเทียบเคียงกับอาหารอื่นที่ทดแทนนม)

  3. คณะกรรมการฯ ประสานความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการฟาร์มโคนม รวมถึงระบบ Logistics ตลอดห่วงโซ่อุปทานนม ภายในระยะเวลา 3-5 ปี


    • สนับสนุนกระบวนการปรับปรุงและการบริหารจัดการฟาร์มโคนมของสมาชิกที่ต้องทำ ควบคู่ไปกับมาตรการข้างต้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต (เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีศักยภาพในการแข่งขัน) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวตามสมควร จึงอาจจำเป็นต้องมีการชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่รายได้ลดลงไปจากเดิมในช่วงปรับตัว การดำเนินการในส่วนนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ในระยะยาว ราคาน้ำนมดิบในประเทศจะยืดหยุ่นได้มากน้อยเพียงใดจากการเคลื่อนไหวของราคานมในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงขาลง
    • การลดอาหารข้น (ราคาแพง) และเพิ่มอาหารหยาบ อาทิ หญ้าที่ให้โปรตีนสูง (ราคาถูกกว่า) ควบคู่ไปกับการจัดการในด้านอื่นๆ อาทิ การเลือกสายพันธุ์โคนม และการผสมเทียมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ในแต่ละท้องที่ การแยก/คัดโคนมเพื่อการเลี้ยงดูในแต่ละวัย หรือโคที่กำลังให้นมกับโคที่ไม่ให้นม ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ด้านสุขอนามัยโคนมอย่างถูกวิธี จะทำให้ปริมาณน้ำนมดิบลดลงไปจากเดิมไม่มาก และอาจทำให้รายได้ไม่ต่ำไปจากเดิม
    • การบริหารจัดการวิธีการรับซื้อนมดิบ (Logistics) ในแต่ละจุดรับซื้อของสหกรณ์ หรือ จุดรับซื้อน้ำนมดิบของเอกชนโดยจัดสรรเป็นโควตาให้แก่สมาชิก (อาจเพิ่ม/ลดได้ตามประสิทธิภาพในการจัดการฟาร์มของสมาชิกแต่ละราย และจำเป็นต้องคุมเข้มการเข้ามา/ออกจากกิจการฟาร์มโคนมของสมาชิกอย่างใกล้ชิด) โดยสมาชิกปรึกษาหารือหาทางออกร่วมกัน และมีกระจายผลประโยชน์จากวิธีการจัดการที่มีประสิทธิภาพดังกล่าวย้อนกลับไปยังต้นห่วงโซ่อุปทาน

  4. คณะกรรมการฯ รณรงค์ให้มีการบริโภคนมสดพร้อมดื่มที่มาจากนมโคในประเทศ ทันที ในสื่อ ทีวี-วิทยุพร้อมกับจัดทำคู่มือนมสดพร้อมดื่มประจำบ้าน และจัดให้มีหลักสูตร/วิชาโภชนาการด้านนมในโรงเรียนภายในเวลา 3 ปี


    • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบริโภคนมพร้อมดื่มโดยเน้นคุณค่าด้านโภชนาการทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
    • ให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจถึงนมผง และนมพร้อมดื่มประเภทต่างๆ อาทิ นม Pasteurized นม Sterilized นม UHT นมคืนรูป นม...ปรุงแต่ง ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดว่าแตกต่างกันอย่างไรในเชิงโภชนาการ
    • คุ้มเข้มการติดฉลากนมพร้อมดื่ม ให้ชัดเจนถูกต้องตามประกาศของกฎกระทรวงที่รับผิดชอบ
    • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืนในข้อข้างต้น หรือผู้ผลิตนมพร้อมดื่มที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ว่าเป็นนมพาณิชย์หรือนมโรงเรียน
    • จัดให้มีบทเรียนเรื่องโภชนาการนมพร้อมดื่มในหลักสูตรสุขศึกษาหรือเสริมหลักสูตรในโรงเรียน โดยต้องมีการอบรมครูผู้สอนให้เข้าใจคุณค่าด้านโภชนาการของนมอย่างแท้จริง

   

 


* ประมาณการความต้องการนมโรงเรียนและบริหารจัดการนมโรงเรียนใหม่ให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้ฐานตัวเลขที่ได้มีการวิเคราะห์ในเบื้องต้น
** จำนวนผู้แปรรูปรายใหญ่ทั้งหมด 10 ราย แต่ดำเนินกิจการทางด้านนมโรงเรียนเพียง 9 ราย

FTAMonitoring.org   Previous Back to Top Next  
   

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. fta@fispri.org

Copyright © 2004-2007. All rights reserved