|
ในปี 2546 มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อในประเทศประมาณ 1 ล้านราย จำนวนโคเนื้อ 5.90 ล้านตัว พื้นที่เลี้ยงโคเนื้อของไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ร้อยละ 50.8 22.0
และ 16.9 ตามลำดับ ขณะที่โครงสร้างตลาดเนื้อโคของไทยในปัจจุบันจำแนกได้เป็น (1) ตลาดเนื้อเขียง (2) ตลาดลูกชิ้น/เนื้อบด (3) ตลาดเนื้อโคขุนทั่วไป (ขุนระยะสั้น 2-3 เดือน) และ (4) ตลาดเนื้อโค
ขุนคุณภาพ (ขุน 6 เดือนขึ้นไป) โดยตลาด (1) - (3) มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 95 ขณะที่ ตลาดใน (4) มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 5 ของมูลค่าตลาด ในปี 2546 ปริมาณการบริโภคเนื้อโคในประเทศมีประมาณ
157 ล้านกิโลกรัม โดยมาจากโคเนื้อที่เลี้ยงในประเทศร้อยละ 70 โคนมปลดระวางร้อยละ 3.2 โคนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านร้อยละ 26.2 และเนื้อโคแช่แข็งนำเข้าร้อยละ 0.6 ในขณะที่ ความต้องการ
บริโภคเนื้อโคในประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเปิดการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยอัตราภาษีการนำเข้าเนื้อโคแช่เย็นแช่แข็งในพิกัด 0201 และ 0202 ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอัตราภาษีนำเข้า
ที่ร้อยละ 51 จะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 40 ตั้งแต่มกราคม 2548 และลดลงทุกๆ ปี จนเป็นร้อยละ 0 ในปี 2563 สำหรับโคมีชีวิต (ยกเว้นโคพันธุ์ ซึ่งเดิมไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว) อัตราภาษีลดลงจากร้อยละ 10
เป็นร้อยละ 6 และคงใช้อัตราภาษีนี้ไปจนกระทั่งถึงปี 2552 จากนั้นอัตราภาษีจะเป็นร้อยละ 0
อุตสาหกรรมโคเนื้อของออสเตรเลียจำแนกตามคุณภาพได้เป็น 3 ระดับ (1) การเลี้ยง โคขุนคุณภาพสูง (Fattening Cattle) เพื่อจำหน่ายตลาดต่างประเทศเป็นการเฉพาะโดยเฉพาะ ญี่ปุ่น โดยใช้ระยะเวลาขุน
12 เดือน เพื่อให้มีไขมันแทรกในเนื้อ (2) การเลี้ยง โคขุนทั่วไป (Non-Fattening Cattle) เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศโดยใช้ระยะเวลาขุนประมาณ 90 วัน (ไม่มีไขมันแทรกในเนื้อ) และ (3)
การเลี้ยง โคทุ่งหญ้า (Grass-Feed Cattle) ที่ส่วนหนึ่งส่งออกเป็นเนื้อกระป๋องและเป็นเนื้อแช่แข็ง
สำหรับอุตสาหกรรมโคเนื้อของไทยจำแนกตามคุณภาพได้เป็น 2 ระดับ (1) การเลี้ยงโคขุนคุณภาพที่ใช้ระยะเวลาขุนตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ได้แก่เนื้อโคจาก ฟาร์มลุงเชาวน์ (Beef Pro) สุพรรณบุรี สหกรณ์โพนยางคำ
(Thai French) สกลนคร และ สหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน (KU Beef) นครปฐม กลุ่มนี้ จำหน่ายเนื้อโคแปรรูปให้แก่ร้านค้าขนาดใหญ่ เช่น ร้านอาหารขนาดใหญ่/Supermarket ที่เป็น
Franchise ร้านอาหารฟาสฟูด สุกี้ยากี้ ร้านสะเต็ค และ เป็นต้น และ (2) การเลี้ยงโคขุนระยะสั้นและโคเลี้ยงทุ่งหญ้าซึ่งจะให้เนื้อเกรดปานกลางถึงต่ำ ซึ่งจะส่งจำหน่ายในตลาดเนื้อเขียง ตลาดเนื้อบด/ลูกชิ้น และตลาดเนื้อโค
ขุนทั่วไป
- ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเนื้อโค
- ปัจจุบัน
เมื่อเปรียบเทียบราคาเนื้อโคขุนของไทยกับราคาเนื้อโคเลี้ยงทุ่งหญ้าออสเตรเลีย พบว่า
- ตลาดเนื้อโคระดับกลางและล่าง: ราคาซาก (Carcass) เนื้อโคขุนระยะสั้นและเนื้อโคเลี้ยงทุ่งหญ้าของเกษตรกรไทย ราคา อยู่ที่ 80 85 บาท/กก.
ใกล้เคียงกับราคาเนื้อโคเลี้ยงทุ่งหญ้าของออสเตรเลีย
- ตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ: ราคาซากเนื้อโคขุนคุณภาพของไทยอยู่ที่ 90-125 บาท/กก. ส่วนเนื้อโคขุนทั่วไปที่ขายในออสเตรเลีย ราคาซากอยู่ที่ 170-175 บาท/กก.
- เปรียบเทียบราคาแยกชิ้นส่วนของเนื้อโคขุนคุณภาพของไทย กับ ราคาเนื้อโคเลี้ยงทุ่งหญ้าที่นำเข้าของออสเตรเลีย เป็นดังนี้
| |
|
หน่วย : บาท/กก. |
| |
เนื้อโคขุนคุณภาพไทย |
เนื้อโคทุ่งหญ้านำเข้าจากออสเตรเลีย (รวมอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 51)
|
| สันใน |
650-725 |
1,250 |
| สันนอก |
450-580 |
870 |
| ทีโบน |
360-434 |
735 |
| พับใน |
193-210 |
480 |
ที่มา: สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน สหกรณ์ปศุสัตว์โพนยางคำ และห้างคาร์ฟูร์
ดังนั้น ในสภาวะปัจจุบัน ราคาเนื้อโคในตลาดกลางและล่างของไทย ยังสามารถแข่งขันกับเนื้อโคจากออสเตรเลียได้จากการมีกำแพงภาษี เช่นเดียวกับเนื้อโคในตลาดบน
ราคาเนื้อโคทุ่งหญ้าแยกชิ้นส่วนบวกภาษีนำเข้าของออสเตรเลียสูงเป็น 2 เท่า ของราคาเนื้อโคขุนคุณภาพแยกชิ้นส่วนของไทย
- อนาคต
แม้ปัจจุบัน ราคาเนื้อโคในประเทศเมื่อแบ่งตามเกรด/ตามระดับตลาด ยังสามารถแข่งขันกับเนื้อโคนำเข้าจากออสเตรเลียได้ เนื่องจากมีอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 51 แต่แนวโน้มในอนาคตจะเปลี่ยนไป กล่าวคือ
- ในอีก 15 ปีข้างหน้า เมื่ออัตราภาษีนำเข้าตามข้อตกลงการค้าไทย-ออสเตรเลีย ทยอยปรับลงจนเท่ากับร้อยละ 0 ราคาซากนำเข้าเนื้อโคเลี้ยงทุ่งหญ้าจากออสเตรเลีย จะสามารถแข่งขันกับเนื้อโคขุนในตลาดบนของไทยได้
แม้ความได้เปรียบ ในด้านคุณภาพของเนื้อโคขุนคุณภาพของไทยที่ยังพอมีอยู่บ้าง ตามที่ผู้ประกอบการไทยอ้างว่าสูงกว่าเนื้อโคเลี้ยงทุ่งหญ้าจากออสเตรเลีย ก็ยังไม่ได้เป็นหลักประกันว่าอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยโดยรวม
จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง เนื่องจากการเลี้ยงโคขุนคุณภาพในไทยยังต้องพึ่งพาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายเล็กจำนวนมาก ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
| |
|
หน่วย : บาท/กก. |
| |
โคขุนคุณภาพไทย |
โคเลี้ยงทุ่งหญ้านำเข้าจากออสเตรเลีย (เมื่ออัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์)
|
| สันใน |
650-725 |
625 |
| สันนอก |
450-580 |
435 |
| ทีโบน |
360-434 |
367 |
| พับใน |
193-210 |
240 |
- แนวโน้มการแข่งขันในตลาดเนื้อโคในไทยและในภูมิภาคนี้ จะรุนแรงมากขึ้น และเป็นลักษณะการย้ายฐานการผลิต เพื่อลดต้นทุน และใช้ประเทศนั้นๆ
เป็นฐานขยายการส่งออก รวมทั้งขายในประเทศนั้นด้วย ดังเช่นที่ออสเตรเลียได้ดำเนินการแล้วในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะนี้ได้มีการนำเข้าโคมีชีวิตจากออสเตรเลียมาทดลอง
ขุนแล้วในประเทศไทยประมาณ 100 ตัว ที่ราชบุรี ซึ่งอัตราภาษีนำเข้าโคมีชีวิตจากออสเตรเลียมาไทยจะเป็นร้อยละ 0 ในปี 2552 หรือภายใน 5 ปีข้างหน้า
รูปแบบการการเลี้ยงโคขุนของออสเตรเลียเป็นกิจการขนาดใหญ่ และมีการควบคุมมาตรฐานสุขอนามัยที่ดี ขณะที่การเลี้ยงโคเนื้อส่วนใหญ่ของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะรายย่อย
เป็นการเลี้ยงแบบตามมีตามเกิดและขาดมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ดี หากไม่ดำเนินการใดๆ ในขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อยของไทยจะค่อยๆ หมดไปในอนาคต และส่งผลกระทบต่อเนื่อง
ไปยังตลาดโคขุนคุณภาพ/ตลาดบน ที่การแข่งขันทางด้านราคาและคุณภาพจะมีมากขึ้น ทางออกก็คือ ต้องจัดให้มีระบบการเลี้ยงโคเนื้อตลอดห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับรายย่อยโดยตรงและรายใหญ่ที่มีโรงฆ่าสัตว์โดยอ้อม
|