การเจรจาหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น ยกที่ 7: ยังไม่ลงตัวที่เหล็ก

 

นับตั้งแต่ไทยและญี่ปุ่นได้เปิดการเจรจาการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Japan-Thailand Closer Economic Partnership: JTEP หรือ กล่าวสั้นๆ ว่า FTA ไทย-ญี่ปุ่น) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 11-12 ธันวาคม 2546 โดยได้ครอบคลุมประเด็นการเปิดเสรีการค้า (Free Trade Agreement: FTA) และความร่วมมือ ทางวิชาการ ซึ่งได้มีการเจรจาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ (นอกรอบ) มาอย่างต่อเนื่องหลายสิบครั้ง จนกระทั่งล่าสุดได้มีการเจรจาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่ เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม – 1 เมษายน 2548 ที่ผ่านมา เพื่อเจรจาในประเด็นต่างๆ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี

อย่างไรก็ดี การเจรจาในแต่ละครั้งก็มีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ ในการทำความเข้าใจในประเด็นปัญหาของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายที่มีการเจรจากันอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ หลังจากทีมเจรจาฝ่ายไทยที่มีรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (คุณพิศาล มาณวพัฒน์) เป็นหัวหน้าคณะเจรจา และคุณมิโตจิ ยาบูนากะ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศด้านเศรษฐกิจ หัวหน้าเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น ได้มีการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นล่าสุด (FTA ไทย-ญี่ปุ่น รอบที่ 7) นั้น ผลการเจรจาเริ่มเห็นความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น

สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังได้ติดตามความเคลื่อนไหวในการเจรจาดังกล่าว เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจาก FTA เห็นว่า ผลการเจรจาล่าสุดซึ่งได้มีการแถลงข่าวโดย สำนักงานเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2548 ใน website ของกระทรวงการต่างประเทศ มีประเด็นที่น่าสนใจที่จะนำมาวิเคราะห์ ดังนี้

  • ประเด็นด้านการค้าสินค้า

สินค้าเกษตรกรรมและประมง ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการเริ่มเจรจาFTA ไทย-ญี่ปุ่น สินค้าที่ญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้จัดอยู่ใน กลุ่มสินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) ที่จะได้รับผลกระทบจากการทำ FTA กับไทย ที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ไก่ แป้งมันสำปะหลัง และน้ำตาล นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีสินค้าอ่อนไหวประเภทอื่นๆ มากกว่า 130 ชนิด ที่ได้รับการคุ้มครองจากระบบโควตาและ Specific Duty แต่จากการเจรจาหลายรอบ ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยเห็นว่าหากญี่ปุ่นไม่ยอมเปิดตลาดสินค้าเหล่านี้ให้กับไทย โอกาสที่ไทยจะได้ประโยชน์จากข้อตกลง FTA กับญี่ปุ่นคงจะน้อยมาก หรือเกือบ จะไม่ได้อะไรเลย ด้วยเหตุนี้ไทยจึงยืนท่าทีชัดเจนมาโดยตลอดที่จะต่อรองกับฝ่ายญี่ปุ่น เพื่อให้ข้อเสนอของฝ่ายไทยในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอยู่บนโต๊ะเจรจา แม้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการดึงข้าวออกจากโต๊ะเจรจาไปแล้วก็ตาม แต่ล่าสุด ในการเจรจาอย่างเป็นทางการรอบที่ 7 ญี่ปุ่นก็มีส่วนทำให้การเจรจาฯ คืบหน้าไปได้ในสินค้าเกษตรหลายรายการ ได้แก่ ไก่* แป้งแปรรูป และน้ำมันรำข้าว** อาหารกระป๋อง*** ผลไม้ไทย**** กากน้ำตาล และกล้วย*****

เป็นที่น่าสังเกตว่า รายการสินค้าเกษตรที่ญี่ปุ่นจะลดอัตราภาษีทันทีมีเพียงกลุ่มผลไม้ไทยเท่านั้น ขณะที่รายการสินค้าเกษตรอื่น ญี่ปุ่นได้กำหนดระยะ เวลาในการปรับลดอัตราภาษีเป็น 0 และกำหนดโควตานำเข้าสินค้าบางรายการที่กล่าวถึงไว้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกษตรกรญี่ปุ่นมีระยะเวลาปรับตัว อย่างไรก็ดี ทีมเจรจาฝ่ายไทย เห็นว่านอกเหนือจากการเจรจาประเด็นการเปิดตลาดสินค้าแล้ว ประเด็นความร่วมมือที่ฝ่ายญี่ปุ่นได้ยอมตกลง อาทิ ความร่วม มือด้านการเกษตรในเรื่องสุขอนามัย (SPS) และความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นไม่เคยมีการตกลงกับประเทศใดมาก่อน เป็น ข้อเสนอที่ฝ่ายไทยเห็นว่าดีพอสมควร ซึ่งจะมีส่วนทำให้ฝ่ายไทยเร่งรัดปรับปรุงมาตรฐานสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด/มาตรฐานสากล

สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอ่อนไหวที่ญี่ปุ่นเน้นย้ำในเบื้องต้นตั้งแต่เริ่มมีการเจรจากัน ได้แก่ หนัง เครื่องหนัง รองเท้า ขณะที่สินค้าอ่อนไหวของไทย ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งการเจรจาล่าสุดฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังคงยืนยันท่าทีเดิมที่จะให้ไทยเปิดเสรีรายการเหล่านี้ทันที แต่ฝ่ายไทยก็มีท่าทีที่ชัดเจนในการพยายามให้การคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยมีท่าทีดังนี้

    • รายการเหล็ก เนื่องจากว่าผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนได้แสดงท่าทีว่าไม่พร้อมในการเปิดเสรีในรายการนี้ ฝ่ายเจรจาของ ไทยจึงยืนยันท่าทีในการขอคงภาษีเหล็กแผ่นรีดร้อนไว้ที่อัตราฐาน 7-9.5% เป็นเวลา 10 ปี หลังจากความตกลงฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยจะเริ่มลดภาษีในปีที่ 11 และลดเหลือ 0% ในปีที่ 15
    • รายการชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นรายการที่ภาคเอกชนไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าละเอียดอ่อนมาก แต่หากไทยไม่ยอมอ่อนข้อให้ การเจรจา อาจจะไม่คืบหน้า ล่าสุดท่าทีของฝ่ายไทย จึงกำหนดให้มีการลดอัตราภาษีจาก 10-30% เริ่มตั้งแต่ปีแรกที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ให้เหลือ 0% ในอีก 15 ปีข้างหน้า
    • รายการยานยนต์ ไทยคำนึงถึงผู้ประกอบการภายใน จึงยืนยันท่าทีล่าสุดในการเจรจารอบที่ 7 ว่า จะไม่ลดอัตราภาษีในส่วนของรถยนต์นั่งที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3000 CC ส่วนรถยนต์นั่งที่มีขนาดเครื่องยนต์ 3000 CC ขึ้นไป ได้ขอให้มีการเจรจาใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะมีการหารือเงื่อนไขในการพิจารณาลดอัตราภาษีเพิ่มเติมต่อไป

สินค้าที่นิวซีแลนด์จะได้ประโยชน์ เช่น นมผงเลี้ยงทารก อาหารปรุงแต่งสำหรับเลี้ยงทารก ของปรุงแต่งจากธัญพืช ปลาและสัตว์น้ำ ไม้และของ ทำด้วยไม้ พลาสติกและของ ทำด้วยพลาสติก กระดาษและของทำด้วยกระดาษ วิตามินและโปรตีน อาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยสินค้าไทยจำนวน 2,978 รายการ หรือร้อยละ 54 ของจำนวนรายการ ทั้งหมดจะลดลงเหลือร้อยละ 0 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 และภายใน 5 ปี (ปี 2553) จะลดภาษีลงอีก 1,961 รายการ หรือร้อยละ 35 ส่วนสินค้าอ่อนไหวจำนวน 520 รายการ จะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ภายใน 7-10 ปี เช่น สิ่งพิมพ์ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด และสินค้าเกษตรอ่อนไหว จำนวน 46 รายการ จะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ภายใน 10-15 ปี เช่น สินค้าปศุสัตว์ (เนื้อวัว เนื้อหมู นม เนย)

  • ประเด็นด้านการค้าบริการและการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา

ประเด็นการเปิดเสรีการค้าบริการ และการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ในการเจรจารอบที่ 7 นี้ มีผลการเจรจาล่าสุด ดังนี้

    • ไทยสามารถเจรจาให้ญี่ปุ่นลดประสบการณ์การทำงานของพ่อครัวไทยที่เข้าไปประกอบอาชีพในญี่ปุ่น จากเดิมซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องมีประสบการณ์ 10 ปี เหลือเพียง 5 ปีได้
    • ญี่ปุ่นยินยอมเปิดให้คนไทยที่จบปริญญาตรีสามารถเข้าไปทำงานในญี่ปุ่นในสาขาที่คนไทยมีศักยภาพได้ เช่น สาขาโฆษณา การจัดประชุมและนิทรรศการ
    • ญี่ปุ่นยอมรับหลักการให้คนไทยไปเปิดกิจการสปาในญี่ปุ่น และให้คนไทยจบปริญญาตรีไปเป็นผู้จัดการสปา หรือผู้ควบคุมการฝึกอบรมการให้บริการสปาไทยในญี่ปุ่นได้แล้ว แต่ยังต้องพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม

ข้อสังเกตประเด็นการเจรจาด้านการค้าบริการและการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา นั้น พบว่ามีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยได้พยายามผลักดันมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้คงต้องพิจารณาว่าในทางปฎิบัติว่ามีอุปสรรคด้านอื่นขวางกั้นตามมาอีกหรือไม่

  • ประเด็นด้านความร่วมมือ

ในการเจรจารอบที่ 7 นี้ ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุน ได้บรรลุข้อตกลงในเรื่องความร่วมมือ 9 สาขา ประกอบด้วย 1) ความร่วมมือด้านการเกษตร ใน 2 เรื่องหลัก คือ ด้านความปลอดภัยอาหารและด้านองค์กรท้องถิ่น 2) ความร่วมมือเรื่อง การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 3) ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อม 4) ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) 5) ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว 6) ความร่วมมือด้าน SME 7) ความร่วมมือเพื่อเสริม สร้างบรรยากาศในการลงทุนระหว่างกัน 8) ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน 9) ความร่วมมือทางด้านบริการการเงิน

จะเห็นได้ว่า นอกเหนือจากประเด็นการเปิดเสรีการค้าและบริการที่เป็นข้อตกลงระหว่างกันใน 2 ประเทศ ประเด็นด้านความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยีระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การจัดสัมมนา ประชุม หรือฝึกอบรม รวมทั้งการให้คำปรึกษาหารือระหว่างกัน ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการค้า การลงทุน รวมถึงการพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งนี้ คงจะต้องสร้างหรือกำหนดรูปแบบความร่วมมือดังกล่าวให้มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายทอด เทคโนโลยี และ/หรือการวิจัย/ค้นคว้าซึ่งผลงาน/แห่งการกระทำที่ออกต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย (Mutual Interest)

ข้อสังเกตส่งท้าย ผลการเจรจาหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่ก้าวมาถึงยกที่ 7 ได้ข้อสรุปที่เป็นสาระสำคัญหลายประการ แม้ว่าจะยังคงมีประเด็นเหล็กที่ยังต้องเจรจากันต่อ อีกทั้ง เมื่อผลการเจรจาเผยแพร่ออกมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้สะท้อน ท่าทีของภาคเอกชนไทยที่นอกเหนือจากการกังวลในประเด็นเรื่องเหล็กแล้ว ยังคงมีประเด็นเรื่องแหล่ง กำเนิดสินค้าที่ไทยอาจจะไม่ได้มีโอกาสใช้สิทธิประโยชน์จากการลดอัตราภาษีตามรายการสินค้าที่ได้ตกลงกัน ถ้าหากไทยยอมรับข้อเสนอในการกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ต่ำกว่า 40% แต่จากการที่ญี่ปุ่นได้เริ่มเร่งรัดการเจรจา FTA กับอาเซียน รวมถึงการเจรจากับประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย หลังจากที่ได้มีการบรรลุข้อตกลง FTAกับฟิลิปปินส์แล้วนั้น ทีมเจรจาฝ่ายไทยจึงมีท่าทีที่ต้องการปิดรอบการเจรจา FTA กับญี่ปุ่นให้ได้ภายในเดือนเมษายนนี้ และคาดว่าน่าจะมีการลงนามในข้อตกลงได้ในปลายปี 2548 นี้****** โดยจะมีผลบังคับ ใช้หลังเดือนเมษายน ปี 2549 (เนื่องจากการพิจารณาปรับลดอัตราภาษีของญี่ปุ่นจะกระทำในเดือนเมษายนของทุกปี)

ดังนั้น นับจากนี้ไปจนถึงระยะเวลาที่จะมีการลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเวลาอีกกว่าครึ่งปี ฝ่ายไทยโดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องให้ความสำคัญและติดตามFTA ไทย-ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และต้องตระหนัก ถึงผลกระทบที่จะเกิดจากประเด็นที่ยังติดขัดอยู่โดยเฉพาะเรื่องเหล็ก ซึ่งมีทีมเจรจาฝ่ายไทยอีกชุดหนึ่งได้มีการเจรจาและกำลังเจรจาเรื่องเหล็ก ในกรอบ FTA ไทย-อินเดีย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องพิจารณาการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหล็กของ ไทยในเชิง Global Industry โดยมี FTAs เป็นเครื่องมือกระตุ้นในการปรับตัวเพื่อหาจุดหรือตำแหน่งที่เหมาะสมของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในอุตสาหกรรมเหล็กโลก

 

FTAMonitoring.org  

* ลดภาษีไก่ปรุงสุกจาก 6% เหลือ 3% ใน 5 ปี
** ให้โควตาแป้งแปรรูปจาก 70,000 ตัน เป็น 200,000 ตัน และลดภาษีน้ำมันรำข้าวลงเกินครึ่ง ภายใน 5 ปี
*** ลดภาษีปลาทูน่ากระป๋องจาก 9.6% เหลือ 0% ใน 5 ปี
**** ลดภาษี ทุเรียน มะละกอ มะพร้าว เหลือ 0% ทันที
***** ให้โควตากากน้ำตาล 4,000 ตัน ในปีที่ 3 และเพิ่มเป็น 5,000 ตัน ในปีที่ 4 และให้โควตากล้วย 3,000 ตัน ในปีแรก และเพิ่มเป็น 6,000 ตัน ในปีที่ 5
****** ทีมเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย คาดว่าการเจรจาจะปิดรอบการเจรจาได้ภายในเดือนเมษายนนี้ หลังจากนั้นต้องมีการยกร่างสัญญา และตรวจสอบโดยฝ่ายกฏหมายของทั้ง 2 ฝ่าย อีก ประมาณ 3-6 เดือน จึงลงนามได้ในปลายปี

Back to Top

 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved