'ทนง' เผยเบื้องลึก ญี่ปุ่นรุกไทย เปิดเสรีเหล็ก

 

หลังจากที่รายชื่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในชุดรัฐบาลทักษิณ 2 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2548 ดร.ทนง พิทยะ รัฐมนตรี (รมต.) ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็กลายเป็นบุคคลที่ถูกสาธารณชนจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นการเข้ามารับตำแหน่ง ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศต้องเผชิญปัจจัยลบ อาทิ ปัญหาราคาน้ำมันโลก และการควบคุมราคาสินค้าอย่างไรไม่ให้กระ ทบต่อปากท้องประชาชน อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว, ดุลการค้าที่ติดลบอย่างต่อเนื่องใน 3 เดือนแรกของปี จากปัญหาการส่งออกชะลอตัว –มูลค่านำเข้าที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน

หรือแม้แต่เรื่องโจทย์หินของการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นเปิดเสรีเหล็กนำเข้าในไทย โจทย์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องการคำตอบจาก รมต.ท่านนี้ ในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรง

  • เจรจาเอฟทีเอรอบที่ 7 กับญี่ปุ่นที่เพิ่งจบลง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก?

การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดา ก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปไม่มีอะไร วิจารณ์ได้อยู่แล้ว แต่หัวใจสำคัญก็คือ จะทำอย่างไรให้จบ โดยให้ประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

  • เบื้องลึกที่ญี่ปุ่น อยากให้เราเปิดเสรีเหล็กเพราะ?

ญี่ปุ่นมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ค่อนข้างมาก ฉะนั้นความพร้อมของเขาที่จะมาลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นผู้ผลิต เพราะปัจจุบันนี้ประเทศไทยเริ่มอิ่มตัวเรื่องการ บริโภค เพราะว่ากำลังการผลิตรถยนต์ที่มีอยู่เพียงพอให้เราบริโภคอยู่ได้ เพราะเราใช้อยู่ประมาณ 70% เท่านั้น อีก 30% ส่งออก การขยายตัวตลาดในประเทศเริ่มน้อยลงแล้ว ดังนั้นถ้าจะเพิ่มกำลังการ ผลิตก็เพื่อการส่งออกเป็นหลัก ก็ต้องชัดเจนเขาก็ต้องดูที่ไหนทำแล้วมีคุณภาพดี แล้วราคาเหมาะสมที่สุดสำหรับเขาที่จะสามารถส่งออกได้ และแข่งขันกับโลกได้ เพราะเขาก็คือแบรนด์แบรนด์หนึ่ง เรามี รถประมาณสิบแบรนด์ในประเทศไทย เราเปิดเสรี ทุกคนมาผลิตได้

ฉะนั้นเขาก็มองว่าถ้าจะให้เขาเพิ่มการผลิตรถยนต์อย่างที่ไทยฝันจะเห็นเป็น "ดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย" ประเทศไทยต้องสร้างความพร้อมอย่างไรบ้าง ตรงนั้นคือจุดที่เกิดขึ้น เขาถึงได้เสนอ ข้อเรียกร้องมาต่างๆ เพราะถ้าจะให้มีความพร้อมและแข่งกับโลกได้ เรื่องกำแพงภาษีต่างๆ จะต้องชัดเจนว่าทำอะไรบ้าง ?

  • แต่ผู้ผลิตเหล็กของไทย อยากให้ช่วยคุ้มครองอุตสาหกรมเหล็ก ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์สักระยะหนึ่งก่อน?

เราก็พยายามเจรจาให้ ไม่ได้มีใครบอกจะต้องไปยกเลิก ไม่มี ทางญี่ปุ่นเขาก็พร้อมที่จะเจรจาต่อ ฉะนั้นผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วต้องมีการผ่อนปรนเข้าหากันและคงจะจบได้

  • ปัจจัยหรืออิทธิพลอะไร ทำให้เราต้องเร่งเปิดเสรีเหล็กกับญี่ปุ่นเร็วกว่ากำหนด

อยู่ที่การเจรจาจริงๆ ผมไม่รู้ มันมีอิทธิพลตามมาเยอะ กำแพงภาษีเรื่องของ WTO ก็มี เรื่องของอาฟต้ากันเองก็มี อีกหน่อยอาฟต้ากับอีสต์เอเชียอีก อาฟต้า-จีนอีก ,อาฟต้า-ญี่ปุ่นอีก, เกาหลีใต้อีก ในที่สุดกลายเป็นอีสต์เอเชียคอมมูนิตี้ ( East Asia Community ) อีก นึกภาพง่ายๆ สมมุติจีนเปิดโรงถลุงเหล็กมากขึ้นเรื่อยๆ บูมขึ้นเรื่อยๆ แล้วอาฟต้า-จีนเกิดเซ็นสัญญากันทำอย่างไร ผู้ผลิตไทยก็แย่เหมือนเดิม ถ้าไม่สร้างสมรรถนะการผลิตตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่สร้างความสามารถตั้งแต่เดี๋ยวนี้ คือโลกมันเริ่มเปิดมากขึ้นเรื่อยๆ เราเองก็ต้องพยายามปกป้องเขา(ผู้ประกอบการ) แต่ก็ต้อง บอกให้เขารู้ว่าเวลามีจำกัด ไม่ได้มีแบบนานเท่าไรก็ได้ โลกไม่ได้เป็นอย่างนั้น พออาฟต้าเป็น 0 เกิดใครไปตั้งโรงถลุงในอินโดนีเซียเราก็แย่แล้ว เหนื่อยเหมือนกันเพราะเขามีถ่านหินอยู่ แต่เราไม่มีทั้งถ่าน หิน ไม่มีทั้งแร่เหล็ก และเขามีประชากรสูงกว่าเรา ความต้องการเขาอาจจะสูงกว่าเราอีก เราเองต้องเตรียมตัวลงทุน ต้องบมีพาร์ทเนอร์ มีอาร์แอนด์ดี มีเทคโนโลยีที่จะสู้กับเขาได้ มันล่าช้าไม่ได้ เวลา ไม่ใช่ไม่จำกัดต้องเข้าใจอาฟต้าในปี 2010 ตามแผนภาษีจะเป็น 0 หมด

  • ท่านจะเดินทางไปญี่ปุ่น เพื่อคุยกันในระดับการเมืองถึงปัญหาเหล่านี้หรือไม่?

ผมไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดไม่ได้ไปเจรจาการค้าเลย คนก็พยายามเขียนว่าผมไปเจรจาเรื่องการค้า แต่ผมไปเพื่อไปประชุมนาม่า เป็นการประชุมของกลุ่มย่อยของประเทศทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ WTO (World Trade Organization ) เพื่อออกนโยบายลดภาษีระยะยาวสำหรับ WTO ซึ่งจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีกันในปลายนี้ที่ฮ่องกง ญี่ปุ่นเขาเป็น เจ้าภาพ และประเทศอุตสาหกรรมในเอเชียเขาก็เชิญไปร่วมประชุม

ผมก็ไปคารวะท่านรัฐมนตรี METI (กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น) ก็คุยกันผิวเผินแล้วก็คุยกันว่าเราต้องร่วมมือกันทำให้สำเร็จเพราะว่าญี่ปุ่นเจาคาดหวังกับ ประเทศไทยค่อนข้างจะมาก เพราะถือว่าเขาได้มาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างจะสูงที่สุดในอาเซียนตอนนี้ และประเทศไทยก็เป็นมิตรแท้ของเขา เขาก็คาดหวังว่าเขาจะสามารถเพิ่มการลงทุน ในประเทศไทยได้ และช่วยให้วิชั่นของประเทศไทยเปลี่ยนเป็นดีทรอยต์ ออฟ เอเชียสำเร็จได้ ตรงนั้นคือจุดที่เราถึงได้เห็นด้วยกันว่า ควรจะให้มีการเจรจาต่อเนื่องไป จนกระทั่งเสร็จ

  • มุมมองของท่านเรามีความพร้อมในการเปิดเสรีเหล็ก รถยนต์ และชิ้นส่วนมากน้อยเพียงใด?

คือเหล็กของไทยตอนนี้ ผลิตมาเพื่อเป็นวัสดุก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในระหว่างการพัฒนาที่จะอัพเกรด (ยกระดับ ) เทคโนโลยีไปเป็นเหล็กที่มีคุณภาพสูงขึ้น ถึงได้มีโครงการที่จะทำเตา หลอมที่เป็นเตาหลอมอย่างแท้จริง ตอนนี้ของไทยยังเป็นการเอาแค่เศษเหล็กมาหลอม แต่เตาหลอมที่แท้จริงต้องเอาตั้งแต่แร่เหล็กมาหลอมถึงจะสามารถสกัดเหล็กที่ได้คุณภาพตามที่เราต้อง การได้อย่างแท้จริง ตรงนั้นคือจุดที่ผู้ลงทุนเข้ามาจะเป็นใครก็ตามยังต้องลงทุนอีกมหาศาล

ผมเข้าใจว่าที่นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ท่านพูดก็คือว่า ความจำเป็นของประเทศไทยที่จะต้องลงทุนเพิ่มโดยเฉพาะในเตาหลอมขนาด 5 แสนล้านบาท ความหมายท่าน บอกว่า หากไทยไม่มีพาร์ทเนอร์ และไม่มีเทคโนโลยีรองรับอาจจะทำได้ยาก

เพราะการทำโรงถลุงเหล็ก คือเอาแร่เหล็กมาหลอม จากแร่เหล็กซึ่งหลอมละลายอยู่จะสกัดออกมาได้ต้องใช้สารเคมี ต้องใช้เทคโนโลยีสูง จึงออกมาเป็นเหล็กกล้า ออกมาเป็นเหล็ก รีดเย็น เหล็กเหนียวขนาดไหน แข็งขนาดไหนมันเป็นเรื่องของเทคโนโลยีซึ่งต้องใช้ความรู้เยอะทีเดียว

ญี่ปุ่นเองเขาก็ไม่ได้ขัด เขาเองก็บอกว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้ที่ไปช่วยเกาหลีใต้ให้เกิดโรงหลอมเหล็กได้ โรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่ทำเหล็กมีคุณภาพใช้เพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์ได้ เขาเป็นผู้ช่วย ให้ไต้หวันเกิดอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล เป็นผู้ที่เอาเทคโนโลยีไปช่วยจีนให้เกิดได้ ไม่มีปัญหาหรอกและทำไมประเทศไทยเขาจะมาไม่ได้

ตรงนั้นคือจุดที่ว่าเขาเองก็ต้องการ แต่ว่าถ้าจะเข้ามาโดยมีกำแพงที่ขวางกั้นมากเกินไป หรือมีอุปสรรคเขาก็ไม่มีความสะดวกที่จะมา เขาสามารถทรานสเฟอร์ (Transfer) เทคโนโลยี เหล่านี้ให้แก่เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีนได้ ประเทศไทยทำไมเขาจะให้ไม่ได้ เขาบอกมาอย่างนี้ นี่ไม่ใช่มาจากรัฐมนตรี แต่มาจากแชร์แมน (Chairman) จากกลุ่มเจโทร ทุกคนที่ผมไปคุย เขาบอกเมืองไทยคือสิ่งที่เขาอยากจะมาที่สุดเลย ทำอย่างไรผู้ผลิตเหล็กของไทย กับผู้ผลิตเหล็กของญี่ปุ่นจะร่วมมือกันได้

ผมเองก็อยากจะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ ไม่เช่นนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่โต มันก็ไม่ดี อุตสาหกรรมเหล็กไม่อยู่ก็ไม่ดี ผมก็อยากจะให้ทั้งสองด้านอยู่ได้ เพราะจะได้มี ระบบที่บูรณาการจริงๆ ตั้งแต่แร่เหล็กออกมาเป็นรถยนต์ นี่คือความฝันของรัฐบาล

  • ผู้ผลิตเหล็กของไทยว่าอย่างไรบ้าง?

ผมไม่รู้ ผมยังไม่เคยคุยถึงขั้นนั้น แต่ถามผมว่ามันทำได้มั้ย เขาคือผู้ที่มีเทคโนโลยีต่างๆ ตอนนี้เราจะใช้เทคโนโลยีของใคร? ผมไม่ทราบ ไม่ใช่สิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ว่าต้องใช้เงินลง ทุนมหาศาล คำถามก็คือเงิน 5 แสนล้านใครคือจะเป็นผู้ลงทุน ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหล็ก และถ้าจะลงทุน 5 แสนล้านบาทจะต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ สมมุติว่าหนี้สินต่อทุน 2:1 ทุนจดทะเบียนก็ต้องแสนกว่าล้านบาท หรือ 1.5 แสนล้านบาทต่อ 3 แสนล้านบาท (1.5 : 3) ยังแค่ 4.5 แสนล้านบาท เท่านั้นเอง ฉะนั้นมันไม่เรื่องเล็กๆ น้อย โรงถลุงเหล็กเตาหลอม เป็นเรื่องใหญ่มาก และเทคโนโลยีที่จะสกัดได้เหล็กมีคุณภาพ เป็นเรื่องที่ต้องซื้อเทคโนโลยีเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นผมนึกภาพสเกลก็ต้องใหญ่ด้วย

  • คุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง บอกว่าจะส่งผลการศึกษาให้ท่านหลังสงกรานต์

ผมคงไม่ไปดูรายละเอียดแบบนั้น เขาคงส่งให้ผู้ที่เจรจากัน ผมไม่เคยลงไปเจรจาด้วยไม่เกี่ยวข้องเลย

  • รัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการไทยอย่างไร ว่าอุตสาหกรรมเหล็กไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ

คือตอนนี้เองเขา (ผู้ประกอบการของไทย) ก็นำเข้ามาอยู่แล้ว เขาไม่ได้ใช้เหล็กไทย เหล็กไทยใช้เพื่อเป็นวัสดุก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ว่าผู้ประกอบการไทยเองบอกกำลัง จะตั้งโรงหลอม ถ้าตั้งเมื่อไหร่ต้องมีเวลาที่จะพัฒนาเทคโนโลยี มีเวลาที่จะต้องทำเหล็กที่มีคุณภาพ ฉะนั้นก็ขอให้ยังมีกำแพงภาษีอยู่

  • การร่วมทุนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือไม่

ไม่รู้ ถ้าเขาทำได้โดยไม่ต้องมีคนญี่ปุ่นมาร่วมทุนก็ไม่เป็นไร ขอให้ทำได้เท่านั้นเอง

  • ถ้าเราทำได้เอง(โรงถลุงเหล็ก) ก็จำเป็นที่ต้องมีกำแพงภาษีอยู่

ต้องเข้าใจเหล็กที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์เราใช้ปีหนึ่งประมาณล้านตัน จากความต้องการเหล็กทุกประเภทของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องมี 20 ล้านตันเป็นอย่างน้อย อีก 5 ปีเหล็กรถยนต์ใช้ประมาณ 2 ล้านตันจากการผลิตรถยนต์ 2 ล้านคัน (1คันใช้ประมาณ 1 ตัน ) ยังคิดเป็นร้อยละ 10 ของเหล็กที่ผลิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จะทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้

สมมุติลงทุนตั้งขึ้นมาแล้วขายและมีคุณภาพจริงไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่ซื้อ ผมนึกไม่ออก ทำไม ในเมื่อเขาไปอยู่เมืองจีน เขาก็ซื้อเหล็กของจีนทำรถยนต์ เขาอยู่เกาหลีใต้ ไต้หวันที่ไหนทุกคนก็ทำได้ คือผมว่าไม่มีใครอยู่ดีๆ ยอมขาดทุนโดยนำเหล็กจากญี่ปุ่นขนเข้ามาถ้าราคาใกล้เคียงกันมันไม่มีเหตุผล ทำไปทำไม

  • การเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ไม่จบ จะส่งผ่านมาทางฝ่ายการเมือง ถึงจุดนี้ผู้ผลิตคงขอเข้ามาพบกับท่าน

เราก็ส่งกลับให้ผู้เจรจาเหมือนเดิม ฝ่ายการเมืองจะไปเจรจาอะไร ผมยังอ่านไม่ออกเลยเอกสารเจรจามันเยอะแยะไปหมดเลย รายละเอียดมีเยอะมาก

  • ทางรัฐมนตรีได้มีข้อเสนอแนะทีมเจรจาเพื่อให้จุดยืนเดิม เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่อย่างไร (ในสินค้าเหล็ก รถยนต์ และชิ้นส่วน)่

กลุ่มผู้ผลิตเหล็กเองเขาก็กำลังทำมาให้ ว่าอะไรบ้างที่ควรจะลดหย่อนผ่อนปรนได้ ทางญี่ปุ่นเองเขาก็มีทีม เขาก็ต้องไปทำเรื่องการลดหย่อนผ่อนปรนไม่งั้นเขาเจรจาไม่ได้ การเจรจา คือการคุยกันเพื่อให้หาข้อสรุปให้ได้ ให้เป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ตรงนั้นคือหัวใจสำคัญเขาก็ต้องทำกันไป ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร แต่มันไม่ใช่หน้าที่ผม

  • เรายังมีจุดยืนที่จะเป็นดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย่

วิสัยทัศน์ของรัฐบาลไม่เปลี่ยน

  • อะไรเป็นตัวบอกว่าเราเป็น "ดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย" แล้ว

หัวใจสำคัญคือจะทำอย่างไรรถยนต์จากล้านคันเป็นสองล้านคัน ถ้าเป็นสองล้านคันเมื่อไหร่ ผมเชื่อโรงงานอะไหล่จะย้ายมาเมืองไทยอีกมหาศาล เพราะความต้องการมันมากพอสำหรับรถเล็ก รถกระบะ โรงงานอะไหล่จะไปอยู่ที่อื่นไม่คุ้ม ต้องมาตั้งเพิ่มขึ้นอีกที่เมืองไทยอีกมหาศาล โรงถลุงเหล็กก็ต้องพัฒนาตัวเองได้ทันที

เราจะเป็นดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย สเกลต้องได้ 2 ล้านคัน/ปีขึ้นไป พอได้ 2 ล้านคันขึ้นไปตรงนี้อุตสาหกรรรถยนต์เมืองไทยถึงจะมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง ถามผมทำไมผมคิดอย่างนั้น ต้องเข้าใจว่าก่อนเกิดวิกฤติเราได้ลงทุนไปแล้วในโรงงานประกอบรถยนต์ให้มีสมรรรถนะสามารถผลิตได้ถึง 1 ล้านคันอยู่แล้ว แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจความต้องการลดลงมา ทำให้เกิดช่องว่าง ของสมรรถนะการผลิตที่ไม่ได้ใช้ มาถึงจุดนี้เราเริ่มกลับขึ้นมาเกินกว่าวิกฤติแล้ว เราเริ่มใช้ประมาณ 9 แสนคันแล้ว ใช้เองประมาณ 6 แสนกว่าคันก่อนวิกฤติเราก็ใช้ประมาณ 6 แสนคันตอนบูม ที่เราใช้กันต่อปี หลังวิกฤติลดลงเหลือแสนกว่าคัน/ปี เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ ตอนนี้กลับมาใหม่อยู่ที่ 6-7 แสนคันที่เมืองไทยใช้ที่เหลือส่งออก (300,000 คนต่อปี)

ที่ผมอยากสรุปให้เห็นคือตอนนี้ใช้กำลังผลิตซึ่งสร้างไว้ตั้งแต่ก่อนวิกฤติ ซึ่งเขาได้ลงทุนไว้แล้ว ซึ่งเขาต้องใช้ประโยชน์จากมัน แต่จากล้านคันเป็นสองล้านคันเป็นการลงทุนใหม่ เขา (ผู้ผลิตรถยนต์ในต่างประเทศ) ต้องขนเงินเข้ามาอีกเยอะแต่ละยี่ห้อ ถ้าเขาจะขนเงินเข้ามาเขาก็ต้องมามองว่านี่คือฐานเพื่อการส่งออกรถยนต์แล้ว ไม่ใช้ฐานเพื่อการผลิตสำหรับในประเทศ เขาต้องสู้กับโลกเหมือนกัน เขาต้องคิดว่าตั้งในเมืองไทยกับตั้งที่อื่นที่ไหนเขาทำได้ถูกกว่า ดีกว่าและแข่งขันกับโลกได้ หัวใจมีอยู่แค่นั้น

อินโดนีเซียต้องพยายามดึงผู้ผลิตในไทยให้ไปตั้งในอินโดนีเซียให้ทุกอย่าง มาเลเซียเองก็พยายามดึง ทุกคนก็พยายามดึงไปทั้งนั้น ทุกคนมองไทยตอนนี้ไทยโต ทุกคนก็พยายามแข่งกับ ประเทศไทย ล้านคันไม่ใช่จุดที่มีเสถียรภาพ เป็นจุดที่แค่เพียงพอสำหรับในประเทศ ยังไม่ใช่จุดที่มีเสถียรภาพคือยังไม่มีการประหยัดจากขนาดที่มากพอ (Economies of Scale) สูงพอ ที่จะลงไปถึงแบบบูรณาการว่าอะไหล่ทุกชิ้นควรจะผลิตในไทย ลงไปถึงโรงถลุงเหล็กก็อยู่ในไทย ตอนนี้สเกลเรายังไม่ถึง

  • ถ้าไทยมีความสามารถผลิตรถได้ถึง 2 ล้านคัน/ปี ของการเป็นดีทรอยต์ออฟเอเชีย ยอดรายได้จากส่งออกตรงนี้จะเติบโตอย่างไ?

ก็ 50% หรือ 1 ล้านคันแน่นอน เพราะความต้องการในประเทศไทยไม่มากถึงขนาดนั้น หากเราสามารถส่งออกได้ปีละกว่าล้านคัน รายได้จากการส่งออกรถยนต์จะเป็นอันดับหนึ่ง ของไทยในอีก 5 ปี อาจจะรองจากการท่องเที่ยวเท่านั้นเอง หรืออาจสูงที่สุด ผมมองอีก 5 ปี ถ้าเราจบเอฟทีเอได้ดีๆ และญี่ปุ่นตัดสินใจขยายกำลังการผลิตอีก 5 ปี เราจะมีรถยนต์อย่างน้อย ที่เขา(ญี่ปุ่น) คาดไว้อย่างน้อย 1.8 ล้านคัน ผมคาดไว้ว่าถึง 2 ล้านคัน เพราะสเกลมันจะไปเร็ว

  • หมายความว่าการเจรจาต้องจบภายในปีนี้และเริ่มเลยใช่หรือไม่

ถ้าจบได้เขาก็จะเริ่มขยายกำลังการผลิต เขาเตรียมตัวไว้แล้วด้วยซ้ำ ทุกบริษัทรอเอฟทีเออันนี้ ผมไปคุยกับ 1. โตโยต้าบอกผมเลยแผนการลงทุนในประเทศไทยเป็นอย่างนี้ 2. อีซูซุแผนการ ลงทุนในประเทศไทยจะเพิ่มอีกเท่านี้ 3. นิสสันกำลังจะลงอีกหลายหมื่นล้านในประเทศไทยเพื่อขยายกำลังการผลิต 4. มิตซูบิชิทุกคนมองภาพตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อม ฉะนั้นก็แค่รอเท่านั้นเอง

  • กรณีข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อไทยในแง่บวก-ลบเรื่องการค้าการลงทุนอย่างไร

ก็ไม่รู้ ๆไม่แน่ใจ เพราะมันคนละตลาด แต่จีนอย่างไงๆ ก็ทิ้งญี่ปุ่นไม่ได้ ญี่ปุ่นก็ทิ้งจีนไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะตลาดมันใหญ่ จะมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างแต่เขาก็ต้องอยู่ ตลาดจีนคนพันกว่าล้านมันใหญ่ กับเขา ของเราคือตลาดอาเซียนคนยังแค่ 500 ล้านคนสำหรับญ่ปุ่นมันก็ใหญ่ฉะนั้นหน้าที่ของญี่ปุ่นก็คือว่าเขาจะมีแผนชัดเจนนานมากแล้วว่าตรงไหนที่เขาจะทำอุตสาหกรรมอะไร มาเลเซียเขาไปทำเรื่องอิเล็ก ทรอนิกส์ เมืองไทยเขาทำอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก อินโดนีเซียเขาก็มีแผนของเขา แต่ละจุดๆ เขาควรจะกระจายการลงทุนในอาเซียนอย่างไร เพราะเขามองชัดเจนว่าปี 2010 อาฟต้าจะเหลือ 0 ทุกอย่าง (ภาษีสินค้า) เนื่องจากข้อตกลงอาฟต้า(เขตการค้าเสรีอาเซียน)ในปี 2010 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ภาษีสินค้าจะเป็น 0 หมด ตอนน้ภาษีรถยนต์ในอาฟต้าเหลือเพียง 5% ฉะนั้นอยู่ที่ใครจะลงทุนไว้ที่ไหน ญี่ปุ่นจะ ลงทุนที่ไหน ใครจะย้ายการลงทุนใช้ประเทศไหนในอาฟต้าให้เป็นประโยชน์

ประเทศไทยได้เปรียบในอุตสาหกรรมรถยนต์เพราะเวลานี้เราได้สร้างสมประสบการณ์ สร้างสมโรงงานอะไหล่ไว้เป็นพันๆ โรง เพื่อซัพพลายอะไหล่ให้กับรถยนต์ขนาดเล็กกับรถกระบะซึ่งไปได้ค่อนข้างจะดี นั่นคือจุดได้เปรียบของไทย ฉะนั้นเราไม่ควรจะไปทำให้เกิดอุปสรรคจนกระทั่งเขาไม่ขยายอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่เราก็ควรพยายามปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของเราเท่าที่เราจะทำได้ด้วย ก็เป็นเรื่องที่เรา ต้องพยายามเจรจาให้เขาเข้าใจว่าเราอยากจะเห็นอุตสาหกรรมเหล็กเติบโตได้ ซึ่งขนาดเติบโตแล้วอีก 5 ปีข้างหน้า ก็ยังไม่ถึงครึ่งของเหล็กที่เราต้องการสำหรับประเทศไทย

 

FTAMonitoring.org   สัมภาษณ์พิเศษ: ฐานเศรษฐกิจ (21 เมษายน 2548)
 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved