|
นับตั้งแต่รัฐมนตรีการค้าของอาเซียนและจีนได้มีการลงนามในข้อตกลงในกรอบการลดภาษีสินค้าระหว่างกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ที่ผ่านมาและข้อตกลงดัง
กล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 นั้น ในการลดภาษีระหว่างอาเซียน-จีน เดิมกำหนดที่จะเริ่มลดครั้งแรกในวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมา แต่จาก
การหารือในเรื่องของแหล่งกำเนิดที่ยังไม่เสร็จสิ้น จึงได้มีการเลื่อนการลดภาษีไปเป็นวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 นี้ สินค้าที่อยู่ในข่ายการลดภาษีสินค้าปกติจะมีจำนวนทั้ง
สิ้น 5,121 รายการ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ดังนั้นสินค้าที่จะเริ่มลดในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 คาดว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้น 896 รายการ เท่านั้น
โดยจะเป็นไปตามรูปแบบของอัตราภาษีและช่วงเวลาของการลดภาษี ดังต่อไปนี้
รูปแบบการลด/เลิกภาษีของสินค้าปกติของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม และจีน
X = Applied MFN tariff rate |
อัตราภาษีภายใต้การเปิดเสรีการค้าสินค้าอาเซียน จีน
(ไม่ช้ากว่าวันที่ 1 มกราคม) |
2005* |
2007 |
2009 |
2010 |
| X >= 20% |
20 |
12 |
5 |
0 |
| 15% =< X < 20% |
15 |
8 |
5 |
0 |
| 10% =< X < 15% |
10 |
8 |
5 |
0 |
| 5% < X < 10% |
5 |
5 |
0 |
0 |
| X =< 5% |
คงอัตราภาษี |
0 |
0 |
หมายเหตุ : * เริ่มลดภาษีวันที่ 20 กรกฎาคม 2548
ส่วนสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงที่จะมีการลดภาษีระหว่างกัน กล่าวคือสินค้าที่อ่อนไหวสูงจะลดเหลือ 20% ในปี 2555 (2012)
และ 0-5% ในปี 2561 (2018) และสินค้าอ่อนไหวสูงจะลดภาษีเหลือ 50% ในปี 2558 (2015) ไทยมีสินค้าอ่อนไหวทั้งสิ้น 342 รายการประกอบด้วย
สินค้าอ่อนไหว 242 รายการ และสินค้าอ่อนไหวสูง 100 รายการ ส่วนจีนมีสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงรวม 261 รายการประกอบด้วยสินค้าอ่อนไหว
161 รายการและสินค้าอ่อนไหวสูง 100 รายการ
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมายังเป็นการทยอยลดภาษีสินค้าระหว่างไทยกับอาเซียนเฉพาะ 01-08 ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรเป็นส่วนใหญ่ และการเปิดเสรีการค้า
สินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทยกับจีนเท่านั้น ดังนั้น การค้าไทยกับจีนนอกเหนือจากสินค้าดังกล่าวก่อน 20 กรกฎาคม 2548 จึงยังเป็นการค้าที่มีอัตรา
ภาษีนำเข้าระหว่างกันตามปกติ ดังนั้นรายงานนี้จะแสดงให้เห็นถึงสถานะด้านการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนและไทยกับจีนโดยรวมในระยะที่ผ่านมาจน
ถึงเดือนพฤษภาคม ก่อนที่จะลดภาษีตามกรอบการลดภาษีสินค้าอาเซียน-จีนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2548 รวมถึงสถานะการค้าสินค้าเกษตร และสินค้าผัก
และผลไม้ภายหลังการลดภาษีระหว่างกันไปแล้ว กรณีสินค้าเกษตรพิกัด (01-08) (Early Harvest Scheme-EHS) ซึ่งเริ่มลดภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่
1 มกราคม 2547 และจะลดเหลือ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2549 และกรณีสินค้าผักและผลไม้ พิกัด (07-08) ได้ลดภาษีเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม
2546 (Very Early Harvest ) สรุปสถานะด้านการค้าทั้งการค้าโดยรวมระหว่างไทยกับอาเซียน ไทยกับจีน และการค้าสินค้าเกษตร และสินค้าผัก
และผลไม้ เป็นดังนี้
- การค้าสินค้าโดยรวมระหว่างไทยกับอาเซียน
(ยังไม่ได้มีการลดภาษีภายใต้กรอบสินค้าโดยรวมของอาเซียน-จีน)
การค้าไทยกับอาเซียนมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งในด้านการขยายตัวและสัดส่วนการค้าโดยรวม การส่งออกและการนำเข้า โดยมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นจาก
24,387.2 ล้านบาทในปี 2545 เป็น 37,023.9 ล้านบาทในปี 2547 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.8%ในปี 2546 และ 27.8 ในปี 2547 และ 26.1%
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการส่งออกและการนำเข้ามีการขยายตัวเช่นเดียวกัน โดยการส่งออกขยาย
ตัวมากกว่าการนำเข้า กล่าวคือ ในปี 2547 ส่งออกเพิ่มขึ้น 28.9% นำเข้าขยายตัว 26.4% แต่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 แม้มูลค่านำเข้า
ต่ำกว่ามูลค่าส่งออก แต่อัตราการขยายตัวของการนำเข้า (เพิ่มขึ้น 45.3 %) สูงกว่าการส่งออก (เพิ่มขึ้น 12%) มาก ส่งผลให้ยอดการเกินดุลการค้า
กับอาเซียนที่ลดลงจาก 2,251 ล้านบาท มาอยู่ที่ 494 ล้านบาท หรือการเกินดุลลดลงในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 ลดลง 78%
( ดูตารางที่ 1 )
- สินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ และส่วนประกอบ
- สินค้าส่งออกที่ลดลง ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ยางพารา เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน ข้าว
เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด เป็นต้น
- ส่วนสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า
เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
- ส่วนสินค้านำเข้าที่ลดลง ได้แก่ หลอดภาพโทรทัศน์และส่วนประกอบ ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ลวดและสายเคเบิล ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา เป็นต้น
- การค้าสินค้าโดยรวมระหว่างไทยกับจีน
(ยังไม่ได้มีการลดภาษีภายใต้กรอบสินค้าโดยรวมของอาเซียน-จีน)
การค้าไทยกับจีนมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งในด้านการขยายตัวและสัดส่วนการค้าโดยรวม การส่งออกและการนำเข้า โดยมูลค่า
การค้าเพิ่มขึ้นจาก 8,452.5 ล้านบาท ในปี 2545 เป็น 15,266.3 ล้านบาทในปี 2547 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 38.3% ในปี 2546
30.6% ในปี 2547 และ 37.8% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2547 ส่วนการส่งออกและ
การนำเข้าการขยายตัวเช่นเดียวกัน โดยการนำเข้าขยายตัวมากกว่าการส่งออก ในปี 2547 มูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 35.7% มูลค่าส่งออกขยายตัว 25.1% และในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 มูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 51.4 % ส่วนมูลค่าส่งออก เพิ่มขึ้นเพียง 22.5%
ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าประมาณ 1,027.8 ล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นจากที่ขาดดุล 313.4 ล้านบาทในปี 2546 หรือเพิ่มขึ้น 228%
และในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 ขาดดุลเพิ่มขึ้น 1,263.5 ล้านบาท จาก 319.9 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2547 หรือขาดดุลเพิ่มขึ้น
294.9% ซึ่งเป็นการขาดดุลก่อนที่จะมีการลดภาษีสินค้าศุลกากรตามกรอบข้อตกลงอาเซียน-จีน ( ดูตารางที่ 2 )
- สินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้
- สินค้าส่งออกที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา ข้าว น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ผ้าผืน กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องจักรกลและ
ส่วนประกอบ และวงจรพิมพ์ เป็นต้น ในด้านการนำเข้า
- สินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผ้าผืน และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
- ส่วนสินค้านำเข้าที่ลดลง ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เสื้อผ้าสำเร็จรูป แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่
นาฬิกาและส่วนประกอบ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป และรองเท้า เป็นต้น
- การค้าสินค้าเกษตร พิกัด 01-08 ที่เริ่มลดภาษีนำเข้าระหว่างกันตั้งแต่ 1 มกราคม 2547
และจะลดลงเหลือ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2549
การค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับจีนเพิ่มขึ้นในช่วงปีแรก (มค.-ธค. 2547) ของการลดภาษีระหว่างกัน มีมูลค่า
การค้า 19,917.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 15,808.95 ล้านบาท ในช่วง มค.-ธค. 2546 หรือเพิ่มขึ้น 26% และ
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2548 มีมูลค่าการค้า 9,500.75 ล้านบาท เพิ่มจาก 7,420.47 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน
ของปี 2547 หรือเพิ่มขึ้น 28% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจำนวน 7,665.3 ล้านบาทในปี 2547 เทียบกับ
5,872.95 ล้านบาทในช่วงปี 2546 หรือได้ดุลการค้าในสินค้าเกษตรกับจีนเพิ่มขึ้น 30.5% และในช่วง 5 เดือนแรก
ของปี 2548 ไทยได้ดุลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยได้ดุลจำนวน 4,753.65 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้ดุล
2,968.19 ล้านบาทในช่วง มค.-พค. 2547 หรือได้ดุลเพิ่มขึ้น 60.2% ผลจากสถิติการค้าสามารถสรุปได้ว่าไทยได้
ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าเกษตรระหว่างกัน ( ดูตารางที่ 3,4 และ 5 )
- การค้าสินค้าผักและผลไม้ พิกัด 07-08 ซึ่งเปิดเสรีการค้า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546
หากพิจารณาเฉพาะผักและผลไม้ในแต่ละช่วงเวลานับตั้งแต่เปิดเสรีการค้าผักและผลไม้ 1 ตุลาคม 2546 โดยเปรียบเทียบ 3 ช่วงเวลาเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ
ตค.-ธค. 2546, มค.-ธค. 2547 และ มค.-พค. 2548 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จะพบว่า กรณีผัก ไทยเกินดุลสินค้าผักซึ่งรวมมันสำปะหลังทั้ง 3 ช่วงเวลา
แต่อัตราการเกินดุลมีแนวโน้มที่ลดลง ส่วนกรณีของผลไม้นั้นกลับกันคือ เริ่มต้นจากการขาดดุลเพิ่มขึ้นในช่วงแรก 332.6% เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของฤดูกาลการผลิต
โดยในช่วง ตุลาคม ถึงธันวาคม 2546 เป็นช่วงที่ผลไม้เมืองหนาวของจีนออกมามาก ในขณะที่ผลไม้ของไทยจะออกมาในช่วงฤดูร้อนหรือช่วง 6-7 เดือนแรกของปี จากลักษณะ
การออกตามฤดูกาลดังกล่าว ทำให้ยอดขาดดุลของไทยในการค้าผลไม้ลดลงในช่วงที่สองหรือช่วงทั้งปีของปี 2547 โดยขาดดุลเพิ่มขึ้นเพียง 30.9% และช่วง 5 เดือนแรกของปี
2548 สถานการณ์การส่งออกเริ่มดีขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มไม่มากนัก เพียง 12.9% ( ดูตารางที่ 6 ) ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากความพยายามของภาครัฐและ
ภาคเอกชนในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความเข้มงวดและความไม่โปร่งใสในการตรวจสอบของจีนร่วมกับจีน โดยภาครัฐของไทยได้เจรจาและทำบันทึกข้อตกลงกับจีน
ก่อนหน้านี้ขอให้มีทางด่วนพิเศษในการส่งออกที่ลดความเข้มงวดในการตรวจสอบ ณ จุดนำเข้า หรือ Fast Lanes ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการลงนามบันทึก
ในพิธีสารว่าด้วยเงื่อนไขการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับผลไม้ส่งออกซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2548 กำหนดให้ผู้ส่งออกไทยจดทะเบียนสวนกับกรมวิชาการเกษตร
ของไทย และผู้ส่งออกจีนก็จะต้องปฎิบัติเช่นเดียวกัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมสินค้าเพียง 5 ชนิดก่อน ได้แก่ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด มะม่วง และทุเรียน ส่วนสินค้า 5 ชนิด
ของจีนได้แก่พืชตระกูลส้ม แอปเปิล พุทรา สาลี่ และ องุ่น และอยู่ในระหว่างการเจรจาให้อยู่ในเงื่อนไขเดียวกันอีก 18 ชนิด นอกจากนี้ฝ่ายไทยกำหนดที่จะส่งเจ้าหน้าที่ด้านการ
ตรวจสอบของไทยไปประจำที่เมืองท่าสำคัญของจีนที่เป็นจุดกระจายสินค้าจากไทย เช่น กวางเจาและเซี่ยงไฮ้ รวมถึงการเดินทางไปจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ของไทยที่ผ่านมาเพื่อเจรจาและร่วมลงนาม และย้ำถึงการปฎิบัติตามข้อตกลงและการหาทางเพิ่มเป้าหมายการส่งออกระหว่างกันต่อไป
|