FTA ไทย-สหรัฐ จบไม่จบ 'บีบผมไม่ได้'

 

การเจรจาบนเวทีระหว่างประเทศ นับเป็นภาระกิจที่ท้าทายยิ่งสำหรับนักเจรจา เพราะผลแห่งการเจรจาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ นักเจรจาจึงเปรียบเสมือนไส้แซนวิชที่อยู่ตรง กลางระหว่างประชาชนในประเทศกับคู่เจรจา ซึ่ง "เขา"จะต้องหาความสมดุลระหว่างคนสองกลุ่มนี้ให้ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย!! ดังปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักเจรจาของไทย เมื่อ นิตย์ พิบูลย์สงคราม หัวหน้าคณะเจรจา เอฟทีเอไทย-สหรัฐ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพราะทนกระแสกดดันของสังคมไม่ไหว

7 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งการุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ คนใหม่ ซึ่งเอฟทีเอไทย-สหรัฐ นับได้ว่ามาถึงจุดที่ต้องลงลึกในรายละเอียด ทำให้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างใกล้ชิด และมีความเป็นห่วงกันว่าหัวหน้าเอฟทีเอไทย-สหรัฐคนใหม่ จะมีชั้นเชิงการเจรจาอย่างไร ทันเล่ห์กลมหาอำนาจอย่างสหรัฐหรือไม่ และที่สุดแล้ว จะทนกระแสกดดันทาง สังคมได้เพียงใด การุณ กิตติสถาพร ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ในหลายๆ ประเด็น ดังรายละเอียด

  • สบาย สบายกับตำแหน่งใหม่:

คำถาม "หนักใจไม๊" เป็นคำถามยอดฮิตมากหลังจากที่ผมได้รับตำแหน่ง ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องความหนักใจหรอก เพราะหลังจากที่ท่านทูตนิตย์ลาออกก็มีรายชื่ออยู่ตลอดเวลา ปลัดการุณ ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" แบบสบาย สบาย หลังรับตำแหน่งหัวหน้าเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐคนใหม่ แทนท่านทูตนิตย์ ที่ลาออก เพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่าภาระกิจนี้ แม้จะไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะ ยังไงก็ต้องมี บทบาทอยู่แล้ว อาจจะในฐานะผู้เจรจา ในฐานะปลัดกระทรวงพาณิชย์ ต้องมีอยู่แล้วไม่ว่าจะในรูปไหนก็ตาม

อันนี้ไม่ได้เป็นการโอ้อวดนะ แต่ผมเจรจามาหลายเวทีแล้ว ทั้งในเวทีดับบลิวทีโอ ตั้งแต่เป็นแกตต์ ซึ่งมีสมาชิก 100 กว่าประเทศ เวทีอาเซียน สมาชิกกว่า 10 ประเทศ เจรจาBilateral ก็เจรจามาแล้ว แม้กระทั่งกับ สหรัฐเองก็เจรจามาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อนโดยเฉพาะกฎหมายมาตรา 301 ของสหรัฐ กรณีการเปิดตลาดบุหรี่ สิทธิบัตรยารอบแรกเจรจามาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อถามว่าหนักใจไม๊ ไม่ได้หนักใจมาก

  • เคยโดนเผาหุ่นมาแล้ว:

มีคนเป็นห่วงผมมากถึงขนาดถามว่าทำใจหรือยังที่จะโดนไปนอนอยู่ในโลง แต่ผมเคยมาแล้ว เคยโดนเผาหุ่นมาแล้ว ตั้งแต่ทำเรื่องมันสำปะหลัง ผมไม่ได้ท้าทายนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ผมยังเชื่อว่า ถ้าผมเจรจาด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของการเจรจาคนต้องเข้าใจผม

แม้จะผ่านการเจรจามาหลายเวที และไม่ได้รู้สึกหนักใจกับตำแหน่งใหม่ พร้อมที่จะรับกับทุกสภาวะการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าการเจรจาทุกเวทีที่ผ่านมามีความยุ่งยากสลับซับซ้อน แต่ครั้งนี้มีความสลับซับซ้อนในหลายๆ มิติ และมีความสำคัญมากกว่า เพราะผลของการเจรจาจะมีผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศอย่างมากและระยะยาวด้วย แต่ผมตั้งเป้าทำให้ดีที่สุด

  • เพื่อประชาชนเป็นหลัก:

นายการุณ กล่าวว่าดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายไว้ชัดเจนที่สุดคือต้องทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ฟังดูแล้วอาจจะไม่มีอะไร แต่ความจริงลึกซึ้งมาก เพราะ การทำเพื่อประชาชนเพื่อประเทศชาติ มีหลายกลุ่มที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นประเทศชาติ ทำให้ต้องมองไกลออกไปว่าอนาคตประเทศไทยอยู่ตรงจุดไหน ในที่สุดต้องยึดประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก

  • จัดทัพก่อนรบ:

หัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐคนใหม่ กล่าวว่าหลังจากได้รับตำแหน่งแล้ว ก่อนจะมีการเจรจารอบที่ 7 สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือ

1.ขอคำปรึกษาจากท่านทูตนิตย์ ในฐานะที่ท่านได้ ปฏิบัติภาระกิจนี้มาก่อน ซึ่งได้เข้าหารือแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา 2.จะต้องมีผู้ช่วยที่อยู่ใกล้ชิด คล้ายๆ เป็นมือขวา ซึ่งท่านทูตนิตย์มีอธิบดีนงนุช (นางนงนุช เพชรรัตน์ อธิบดีกรมอเมริกา และแปซิฟิกใต้)เป็นมือขวาท่านอยู่ แต่ตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดจริง มีคนมาพบผมต้องเรียกได้ทันที ผมจึงต้องใช้คนในกระทรวงพาณิชย์ที่ใกล้ชิดผม ซึ่งได้เชิญผู้ตรวจชุติมา (นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์) มาช่วยงานแล้ว

"ผมรับตำแหน่งเมื่อ 7 ก.พ.ผมต้องมีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ กว่าจะกำหนดท่าทีได้ต้องใช้เวลา อย่างเร็วสิ้นก.พ.จะจบหรือไม่ยังไม่รู้ และไปเจรจากับสหรัฐ เม.ย. จบได้ก็จบจบไม่ได้ก็ไม่จบ เรื่องนี้บีบผมไม่ได้ เพราะผมเพิ่งมารับตำแหน่ง ที่สำคัญหลักการต้องให้ประโยชน์กับประเทศไทยได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมให้มากที่สุด"

  • ทรัพย์สินทางปัญญาภาระกิจท้าทาย:

ต่อคำถามที่ว่า 22 หัวข้อที่ไทยเจรจากับสหรัฐ หัวข้อใดที่ประเทศไทยยังไม่พร้อม ได้รับคำตอบว่าหากเรียบลำดับคงเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากมีความขัดแย้งใน ตัวเองหลายเรื่อง ขณะที่เราพูดกันว่าจะทำการค้าให้เป็นเสรี แต่ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องของการผูกขาด ถามว่าแล้วทำไมไปเจรจาเพราะอันนี้เป็นพื้นฐานของทุนนิยม เขาต้องการกำไร คำว่ากำไรเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการค้นคิด เมื่อเค้าค้นคิดอะไรขึ้นมาจึงต้องการผูกขาดให้นานที่สุด อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาในการเจรจาทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่กรอบก่อนหน้าดับบลิวทีโอ เสียอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันค่อนข้างรุนแรงแต่ในที่สุดต้องหาทางสายกลาง ให้ผูกขาดได้แต่ต้องถึงจุดที่พอเหมะ คำนึงถึงสาธารณประโยชน์ด้วย

การเจรจารอบโดฮาที่ฮ่องกง ได้มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นที่ยอมรับแล้วว่ากรณีโรคร้ายประชาชนควรมีสิทธิเข้าถึงยาได้โดยราคาไม่แพงซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบ ความรู้สึกของคนไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจ แต่กระทบเชิงสังคม คนจะตายอยู่แล้วยังเอากำไรอีก ตรงนี้เป็นเรื่องยากที่จะหาจุดพอดี ซึ่งผมจะพยายามเจรจา

  • เกษตร-บริการไทยได้ประโยชน์:

สิ่งที่เราจะได้ประโยชน์ก็คือสินค้าเกษตร เช่นน้ำตาล ข้าว ธุรกิจบริการบางเรื่อง ที่เราได้เปรียบโดยธรรมชาติ เป็นเรื่องที่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง ใช้ความโอบอ้อมอารีของคนไทย ซึ่งเป็น ข้อได้เปรียบของคนไทยอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ยังต้องปรับตัวค่อนข้างมากคือบริการบางสาขา

  • ผนึกพันธมิตรเพื่อผลประโยชน์ร่วม:

อย่างไรก็ดีปลัดการุณ ได้ชี้ให้เห็นว่าการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี มีโอกาสได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพราะการปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีนั้นมีหลายวิธี ไม่ใช่พอเปิดแข่งขันแล้วเราต้องเข้าไปชน การทำให้เป็นพวกเดียวกันหรือเป็นพันธมิตรกัน จะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมาก ที่ผ่านมาผมได้พยายามพูดกับเกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมว่าเมื่อเราเปิดให้กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมาแย่งตลาดเราไปหมด แต่เราต้องมองไกลออกไปว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีควาาก้าวหน้าอย่าง มากในอุตสาหกรรมโคนม ดึงเขามาร่วมลงทุน ใช้พื้นที่เราใช้คนของเรา แล้วร่วมกันไปหาตลาดใหม่ๆ อาจจะเป็นที่มาเลเซีย ลาว กัมพูชา นั่นหมายความว่าเรามีตลาดใหม่เพิ่ม ขึ้นมารองรับโคนมแล้ว อย่าไปคิดเพียงว่าเขามาแย่งตลาดบ้านเรา ต้องคิดออกไปให้ไกลธุรกิจอื่นๆ ก็เหมือนกันคิดอย่างนี้จะได้ประโยชน์ร่วมทั้งสองฝ่าย ผมเชื่อว่านักธุรกิจคิดได้

สิ่งที่ผมไม่ค่อยสบายใจคือการเปิดเสรีที่ผ่านมา เสียงต่อต้านการเปิดเสรีไม่ว่าจะเป็นกรอบดับบลิวทีโอ กรอบเอฟทีเอ มักจะมองกันข้างเดียว มองจากผู้ประกอบการ ซึ่งจะ มองว่าตัวเองสู้ไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาลืมคือคนไทยเป็นผู้บริโภคอยู่ด้วย เราไม่เคยคำนึงถึงผู้บริโภคเลยว่าผู้บริโภคควรจะมีสิทธิได้รับประโยชน์จากการแข่งขัน สิทธิที่ได้รับคือการเลือก ซื้อสินค้าและบริการได้มากขึ้น กว้างขวางขึ้น ส่วนเขาจะเลือกใช้บริการจากบริษัทของคนไทย หรือบริการของต่างชาติเป็นสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งจะต้องคำนึงถึงกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย

  • ย้ำไม่มีเอื้อกลุ่มทุนการเมือง:

ตลอดเวลาของการเจรจาเอฟทีเอเกือบทุกประเทศ มักจะมีข้อครหามาโดยตลอดว่ามีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนการเมือง ในประเด็นนี้นายการุณ ซึ่งคร่ำหวอดวงการ เจรจาการค้ามายาวนาน ยืนยันว่าในเวทีเจรจาทุกเวทีไม่มีเด็ดขาด แม้กระทั่งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่มีผลบังคับใช้แล้วนั้นไม่มีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนการเมือง แต่ประโยชน์หรือ พลอยได้นั้นผมรับประกันไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของผม

 

FTAMonitoring.org   สัมภาษณ์พิเศษ: ฐานเศรษฐกิจ (13 กุมภาพันธ์ 2549) รูปภาพประกอบ: ฐานเศรษฐกิจ
 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved