การจัดทำ FTA กับมิติด้านกฏหมาย: จำเป็นต้องผ่านรัฐสภาหรือไม่?

    ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีประเด็นการจัดทำ FTAs ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย/ต่อต้าน FTA ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่พร้อมในการจัดทำ FTA แล้ว ยังได้หยิบยกประเด็นที่เป็นข้อโต้เถียงว่า การจัดทำ FTA ของรัฐบาลขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่? เนื่องจากรัฐบาลไม่นำเสนอความตกลง FTAs ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง

ในฐานะที่สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) มีส่วนในการศึกษาวิเคราะห์การจัดทำ FTA โดยให้ความเห็นและนำเสนอข้อเท็จจริงในเชิงวิชาการผ่าน Website: www.ftamonitoring.org อย่างต่อเนื่อง จึงใคร่ขอนำเสนอมุมมองของ FTA กับมิติข้อกฎหมายเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว การจัดทำ FTA ที่ผ่านมา และที่ยังอยู่ในกระบวนการเจรจาและต้องชะงักลงด้วยปัญหาทางการเมืองนั้น จำเป็นต้องมีการนำเสนอผ่านรัฐสภาหรือไม่?

เมื่อพิจารณากฎหมายมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ฝ่ายคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับการจัดทำ FTA กล่าว/อ้างอิงถึงว่า การจัดทำ FTA ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นการละเมิดกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามมาตรานี้


มาตรา 224 "พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา"


จะเห็นได้ว่าข้อความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ FTA และที่ต้องมีการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็คือ หากการจัดทำ FTA เป็นความตกลงกับประเทศใดที่ต้องมีการตราพระราชบัญญัติขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงใน FTA นั้น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา หรืออีกนัยหนึ่งคือ หากการจัดทำ FTA ใดไม่ได้มีการตราพระราชบัญญัติใหม่ แต่มีการกำหนดกฏกติกาใหม่ภายใต้ขอบเขตของพระราชบัญญัติ หรือกฏหมายเดิม ก็อาจไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภา


การตีความดังกล่าวข้างต้น มีข้อสังเกตที่เป็นข้อเท็จจริงว่า ในบรรดาการจัดทำ FTA ของไทยกับประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว รวม 6 ประเทศ และที่ต้องชะงักลงอีก 2 ประเทศ นั้น มีทั้ง FTA ที่รัฐบาลจำเป็นและไม่จำเป็นต้องนำเข้าพิจารณาในรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบโดยจำแนกการวิเคราะห์เงื่อนไขของความตกลงในแต่ละ FTA ได้ดังนี้


FTAs
ประเด็นสำคัญของความตกลง
ความเห็นต่อเงื่อนไขด้านกฎหมาย
FTA: ไทย-จีน เป็นความตกลงการค้าเสรีที่เน้นการเปิดตลาดสินค้าเป็นหลัก โดยมีการเปิดตลาดในหมวดผัก ผลไม้พิกัด 07-08 มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค. 46 และหมวดสินค้าเกษตรในรายการพิกัด 01-06 มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 47 และที่เหลือเป็นการเปิดตามกรอบอาเซียน-จีน มีผลบังคับใช้ 1 ก.ค. 48

ความตกลงเป็นการลดภาษี และขจัดปัญหาอุปสรรคด้าน มาตรการที่มิใช่ภาษีเป็นหลัก โดยไม่ต้องมีการแก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อกำหนด
ในกฎหมายใดๆ รวมทั้งไม่ต้องมีการออกกฏหมายใหม่ การปรับลดอัตราภาษี ดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ ในพ.ร.บ. ศุลกากร ที่อนุญาตให้มีการปรับลดอัตราภาษีได้ โดยไม่ต้องมีการแก้ไข/เพิ่มเติมเงื่อนไขใน พ.ร.บ. จึงถือว่าไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภา

FTA: ไทย-ออสเตรเลีย เป็นความตกลงการค้าเสรีที่เป็นประเภทความ
ร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (Closer Economic
Partnership) มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 48 โดยมีการ
เปิดตลาดสินค้า และเปิดบริการและการลงทุนโดยมี
เงื่อนไขว่าต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับภายใน
ของไทย และเป็นไปตาม พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของ
คนต่างด้าว ปี 2542
ในประเด็นการเปิดตลาดสินค้าก็เช่นเดียวกับ
FTA ไทย-จีน ขณะที่การเปิดตลาดบริการและการลงทุน ก็มีขอบเขตการเปิดตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขของข้อ
กฎหมายไทย ไม่ต้องมีการแก้ไข หรือต้องออกกฎหมาย
ใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภา
FTA: ไทย-นิวซีแลนด์ เป็นความตกลงในลักษณะเดียวกับ FTA:ไทย-ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้ 1 ก.ค. 48 เช่นเดียวกับ FTA ไทย-ออสเตรเลีย
FTA: ไทย-อินเดีย เป็นความตกลงการค้าเสรี ที่เน้นการเปิดตลาดสินค้า โดยทะยอยเปิดสินค้าในกลุ่มเร่งลดภาษี (Early Harvest)  จำนวน 82 รายการก่อน มีผลบังคับใช้ 1 ก.ย. 47 ส่วนสินค้ารายการที่เหลือ รวมทั้งบริการและการลงทุนยังไม่ได้มีการเจรจาต่อ ความตกลงด้านการเปิดตลาดสินค้า จึงอยู่ในเงื่อนไขของการปรับลดภาษีที่ไม่ขัดกับ พ.ร.บ. ศุลกากร และยังไม่ต้องแก้ไข หรือออกกฎหมายใดๆ จึงไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภา
FTA: ไทย-บาห์เรน เป็นประเภทความร่วมมือที่เป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership) มีผลบังคับใช้ 29 ธ.ค. 45 แต่ไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ ไม่มีประเด็นในการต้องแก้ไข หรือออกกฎหมาย จึงไม่ต้องผ่านรัฐสภา
FTA: ไทย-เปรู เป็นความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (Closer Economic Partnership) ลงนามกรอบความตกลง 17 ต.ค. 46 แต่ไม่ความคืบหน้าในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับ FTA ไทย-บาห์เรน
FTA: ไทย-ญี่ปุ่น เป็นความตกลงประเภทพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (JTEPA: Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) เริ่มเจรจาตั้งแต่ ก.พ. 47 ปัจจุบันหยุดชะงักจากปัญหาการเมืองของไทย (ตามกำหนดการเดิมจะลงนามความตกลงในเดือน เม.ย. 49) เน้นการเปิดตลาดสินค้า และความร่วมมือด้านขจัดปัญหาอุปสรรคด้านบริการ และการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือด้านการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับ FTA อื่นๆ ข้างต้น ที่ยังไม่มีเงื่อนไขที่ต้องแก้ไขกฎหมาย หรือออกกฎหมายเพิ่มเติม จึงไม่ต้องผ่านรัฐสภา
FTA: ไทย-สหรัฐฯ; ความตกลงทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Agreement) เริ่มเจรจา มิ.ย. 47 และต้องชะงักลงจากปัญหาการเมืองของไทย เป็นกรณีเดียวในทุก FTA ที่กล่าวถึงมาข้างต้น ที่มีประเด็นน่าเป็นห่วงด้านกฎหมาย โดยเฉพาะสหรัฐฯ รุกในประเด็นการเปิดเสรีทางการเงินที่หากไทยยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ไทยจะต้องมีภาระผูกพันตามบทบริการทางการเงิน ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฏหมายภายในประเทศของไทย ซึ่งจะต้องนำไปสู่การแก้ไขกฏหมาย และจำเป็นต้องมีการเสนอให้รัฐสภาพิจารณา


ข้อสังเกตส่งท้าย ในระยะ 4-5 ปี ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประเด็นเรื่องการจัดทำ FTA ปรากฎต่อสาธารณชน ก็มีข้อกังวลห่วงใยของหลายฝ่ายว่า การจัดทำ FTA จะนำมาสู่ข้อเสียเปรียบของไทย และไม่เห็นความจำเป็นที่ไทยจะต้องจัดทำ FTA อย่างไรก็ดี จากตารางสรุปข้างต้น เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งได้ว่า ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลห่วงใยโดยเกรงว่ารัฐบาลไทยจะเปิดตลาดเสรีกับทุกประเทศจนไม่ได้คำนึงถึงข้อเสียเปรียบนั้น จริงๆแล้ว กระบวนการในการจัดทำ FTA ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายและรวดเร็ว หรือเปิดได้ในทันที การจัดทำ FTA ได้มีการกลั่นกรองผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนและมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ให้ข้อคิดเห็นในการจัดทำ FTA ที่เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเจรจาแต่ละ FTA ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเสร็จสิ้นการเจรจา

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในบรรดา 8 ประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น (ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นคู่ค้ากับไทยกว่า 80% ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด) การจัดทำ FTA กับบางประเทศ เช่น FTA ไทย-ญี่ปุ่นได้มีการริเริ่มแนวคิดในการจัดให้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันตั้งแต่ ปี 2544 แต่ได้เริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2547 และดำเนินการเจรจามาหลายรอบจนถึงปัจจุบันในปี 2549 กระบวนการเจรจาก็ยังไม่ได้สิ้นสุดลง สำหรับประเทศที่ไทยได้มีการจัดทำ FTA ไปแล้ว ก็ยังไม่ใช่การเปิดตลาดโดยทันทีทั้งหมด เช่น ออสเตรเลีย ในเรื่องโคเนื้อ โคนม ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันมากนั้น ก็ยังมีระยะเวลาในการปรับลดภาษีอีกถึง 15 ปี การจัดทำ FTA ในบางเรื่อง/บางประเด็นได้ผ่อนปรนผลกระทบออกไปในระยะยาวให้ผู้ได้รับผลกระทบได้มีโอกาสปรับตัว/ตั้งตัวโดยทางการมีมาตรการรองรับ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีปัญหาติดขัดอยู่ แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

การเจรจาความตกลง FTAs ที่ผ่านมายังคงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทยที่ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องมีการออกกฎหมาย หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่ ประเด็นเรื่องการจัดทำ FTA นับถึงขณะนี้ยังอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 หากจะมีก็เห็นจะเป็น ประเด็นการเจรจา FTA กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านบริการทางการเงินและทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นกรณีที่น่าเป็นห่วงว่าอาจจำเป็นต้องแก้กฎหมายซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา (แต่ปัจจุบันการเจรจาได้หยุดลงชั่วคราว)


FTAMonitoring.org  


Back to Top

 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved