ผลกระทบกรณีที่การเจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ ชะงักงัน: หมวดสินค้า*

   

1. กรอบ FTA ไทย- สหรัฐฯ

มูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยในปี 2004 อยู่ที่ 17,259 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อพิจารณาตามกรอบระยะเวลาการลดอัตราภาษี ตามกรอบ FTA ไทย - สหรัฐฯ มีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้

  • ลดอัตราภาษีเป็น 0% ทันที สัดส่วน 74% (12,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) รายการที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องแก้วเซรามิค พลาสติก ผลิตภัณฑ์จากยาง ผลิตภัณฑ์จากไม้ อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์เหล็ก
  • ลดอัตราภาษีเป็น 0% ใน 5 ปี สัดส่วน 11% (1,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ได้แก่ เครื่องประดับและอัญมณี เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ชุดสายไฟรถยนต์ นาฬิกาและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติกบางรายการ เซรามิก และผักผลไม้แปรรูป
  • ลดอัตราภาษีเป็น 0% ใน 10 ปี สัดส่วน 12% (2,119 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ปลาทูน่ากระป๋อง ยานยนต์/ ชิ้นส่วน ข้าว ผัก ผลไม้ แปรรูป รองเท้าและ น้ำตาล
  • สินค้าที่สหรัฐฯ สงวนจำนวน 529 รายการ มีประมาณ 3% (540 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้ากีฬาบางรายการ ปลาทูน่ากระป๋องบางรายการ รถปิกอัพ สินค้าเกษตร TRQ ได้แก่ น้ำตาล และใบยาสูบ

 

2. ผลกระทบหากไม่ทำ FTA กับสหรัฐฯ

ในการพิจารณาผลกระทบจากการไม่ทำ FTA ไทย-สหรัฐฯ มีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดอันดับระดับอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากประเทศต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

1. 0%     2. ลดภาษีกรอบ FTA/NAFTA          3. GSP Countries          4. MFN Rates       5. Non-MFN Rates


กลุ่มที่
1 อัตราภาษี 0%

  • ประเทศในกลุ่ม Andean Trade Preference Act ( โบลิเวีย เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และเปรู)
  • CBI (Caribbean Basin Initiative) countries ได้แก่ ประเทศแถบอเมริกากลาง 24 ประเทศ
  • AGOA ( African Growth and Opportunity Act) คือ ประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกา 37 ประเทศ ที่ได้ทำความตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

กลุ่มที่ 2 ลดภาษีตามกรอบการค้าเสรี

  • NAFTA คือเม็กซิโก และแคนาดา
  • FTA/ กรอบอื่นๆ ได้แก่ โมร็อคโค จอร์แดน อิสราเอล ชิลี สิงคโปร์ และออสเตรเลีย

กลุ่มที่ 3 ประเทศที่ได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร 0% ภายใต้ GSP

  • ในการส่งออกสินค้าบางรายการไปสหรัฐฯ** เช่น ไทย อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา รัสเซีย บราซิล และ อาร์เจนติน่า เป็นต้น โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

กลุ่มที่ 4 ประเทศอื่นๆ ที่เก็บภาษีตาม MFN Tariff Rates

  • ประเทศต่างๆ ในยุโรป จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งของไทยในตลาดสหรัฐฯ

กลุ่มที่ 5 Non-MFN Tariff Rates

  • เกาหลีเหนือ และคิวบา ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีสูงสุด (> MFN rates)

 

3. ประเด็น GSP

สำหรับไทย มูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯให้ GSP คิดเป็น 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยไปสหรัฐฯ หรือกว่า 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยใช้ประโยชน์จาก GSP มูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 รองจาก อินเดีย แองโกลา และบราซิล

แม้ว่าสินค้าที่ไทยได้ GSP ส่วนใหญ่มีอัตราภาษี 1-3% แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยได้เปรียบคู่แข่งในเอเชียทั้ง จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน เวียดนาม และฮ่องกง เป็นต้น

ประเด็นด้าน GSP ที่ห่วงกันคือ โครงการ GSP ของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุภายใน 31 ธันวาคม 2549 นี้ ซึ่งไม่แน่ว่า ไทยจะได้ต่ออายุสัญญาออกไปอีกหรือไม่ เนื่องจากสหรัฐฯ มีนโยบายจะปรับโครงการ GSP ให้มีขนาดเล็กลง โดยพยายามจะตัดสิทธิ GSP กับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้แล้ว และมุ่งจะให้สิทธิแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด***

 

4. วิเคราะห์กลุ่มสินค้าระดับ 6 digits

เมื่อพิจารณาสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทย ในระดับ 6 digits พบว่า เป็นกลุ่มสินค้าที่ได้ GSP รวม 1,381 รายการ ขณะที่กลุ่มที่เสียภาษี Applied MFN Duties มีจำนวน 5,323 รายการ โดยสินค้าในกลุ่ม Applied MFN Duties นี้ มีสินค้าจำนวน 2,956 รายการที่อัตราภาษีเป็น 0% คิดเป็น 56% ของจำนวนรายการ MFN rates ทั้งหมด

 

จำนวนรายการสินค้าและช่วงอัตราภาษี MFN ที่สหรัฐฯ จัดเก็บจากไทย

Tariff

(%)

t > 100

50 < t <100

20 < t < 50

10 < t <20

1 < t < 10

0 < t < 1

0

จำนวน

รายการ

6

9

103

439

1,690

120

2,956

 

ในรายการสินค้า MFN duties มีสินค้าที่มีอัตราภาษีมากกว่า 100% อยู่ 6 รายการ คือ กลุ่มยาสูบและผลิตภัณฑ์แทนยาสูบ และกลุ่มถั่วลิสง ขณะที่สินค้าที่มีอัตราภาษีมากกว่า 50% แต่น้อยกว่า 100% มี 9 รายการ ได้แก่ สินค้าในกลุ่มน้ำตาลและขนมทำจากน้ำตาล และนมเนยและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสินค้าบางหมวดของยาสูบและถั่วลิสง

กลุ่มรองเท้า เครื่องแต่งกายชาย - หญิง กลุ่มน้ำตาลและขนมทำจากน้ำตาล นมเนยและผลิตภัณฑ์ กลุ่มพืชผักเช่น หอมกระเทียม เห็ด และกระหล่ำปลี เนื้อโคสดแช่เย็นแช่แข็ง สิ่งสกัดจากมอลต์ และรถปิคอัพ เหล่านี้มี 23 รายการ ที่มีอัตราภาษีในช่วง 20% - 50% ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษีในช่วง 10% -20% มี 439 รายการ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าเครื่องแต่งกายชาย- หญิง เส้นใยยาวและใยสั้นประดิษฐ์ ผ้าทอ ผ้าถัก ฝ้าย ผ้าห่ม แก้วและเครื่องแก้ว และของปรุงแต่งทำจากพืชผักผลไม้ ลูกนัต เป็นต้น

หากรวมรายการสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ที่อัตราภาษี MFN เป็น 0% อยู่แล้ว กับรายการภาษีเป็น 0% จากที่ไทยได้สิทธิ GSP จะพบว่า ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยมีอัตราภาษีเป็น 0% รวมคิดเป็นสัดส่วน 60% ของรายการสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด

 

5. สินค้าส่งออก 50 รายการแรก

เมื่อพิจารณารายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุด 50 รายการแรก พบว่า มีสัดส่วนมูลค่า 62% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด

  • กลุ่มสินค้าหลักใน 50 รายการ ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เสื้อผ้าในหมวด 61-62 ยางและของประกอบเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยยาง กุ้ง สัตว์น้ำพวกครัสตาเซีย ปลาทูน่า เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
  • ใน 50 รายการแรกที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด พบว่า เป็นสินค้าที่ใช้สิทธิ GSP เพียง 4 รายการย่อยในระดับ 10 digits ได้แก่ ถุงมือยางบางรายการ ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด จะขัดหรือไม่ก็ตาม พัดลมแบบตั้งโต๊ะ พื้น ติดผนัง หน้าต่างให้กำลังไม่เกิน 125 วัตต์บางรายการ เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างบางรายการ
  • ใน 50 รายการแรกที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด พบว่า เป็นสินค้าที่มีอัตราภาษีเป็น 0% รวม 27 รายการ คิดเป็นสัดส่วน 42% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ที่เหลือเป็นสินค้าที่มีอัตราภาษีอยู่ระหว่าง 0% - 20% อีก 23 รายการ ( คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด)
  • คู่แข่งของไทยในสินค้า 50 รายการแรกที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด ที่สำคัญได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม แคนาดา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก อิตาลี บราซิล และฮ่องกง เป็นต้น

 

ดังนั้น ในรายการสินค้าหลัก 50 รายการที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด ไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าคู่แข่งได้ ทั้งในสินค้า 27 รายการที่อัตราภาษีเป็น 0% และสินค้า 23 รายการที่มีอัตราภาษีมากกว่า 0% อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ได้ทำ FTA กับสหรัฐฯ สินค้าส่งออกหลายรายการที่อัตราภาษีมากกว่า 0% อาจเสียตลาดให้คู่แข่งได้ โดยการแข่งขันในตลาดสินค้าในสหรัฐฯ สามารถพิจารณาตามลักษณะการจัดเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าของสหรัฐฯ ได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้

  • กลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษี MFN เป็น 0% มีจำนวนรายการ 2,956 รายการ มูลค่าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยในปี 2004 ประมาณ 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในกลุ่มนี้ สินค้าของทุกประเทศไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันในด้านภาษี การส่งออกได้มากหรือน้อยจึงขึ้นกับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเป็นสำคัญ
  • กลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษี 0% จากสิทธิ GSP มีจำนวนรายการ 1,383 รายการ มูลค่าประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสินค้ากลุ่มนี้ ประเทศที่ได้สิทธิ GSP จากสหรัฐฯ เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอินเดีย จะได้เปรียบคู่แข่งอย่างจีน มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ เป็นต้น
  • กลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษี MFN > 0% มีจำนวนรายการ 2,367 รายการ มูลค่าประมาณ 3,919 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสินค้ากลุ่มนี้ ประเทศที่ทำ FTA กับสหรัฐฯ เช่น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ หรือประเทศในกลุ่ม NAFTA ทั้งเม็กซิโก และแคนาดา จะได้เปรียบประเทศคู่แข่งอื่นๆ
  • กลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯสงวนไว้พิเศษ ด้วยอัตราภาษีสูง จำนวน 529 รายการ มูลค่าประมาณ 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้ากีฬาบางรายการ ปลาทูน่ากระป๋องบางรายการ รถปิกอัพ สินค้าเกษตร TRQ ได้แก่ น้ำตาล และใบยาสูบ ในสินค้ากลุ่มนี้ แม้ประเทศที่ทำ FTA กับสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้ใช้อัตราภาษีพิเศษนี้ในช่วงสั้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงของสหรัฐฯ โดยสินค้าเหล่านี้จะมีช่วงเวลาผ่อนปรนนานกว่า 10 -15 ปี จึงจะเริ่มเปิดตลาดให้บ้าง

6. สรุป

ในกรณีที่ไทยไม่ได้ทำ FTA กับสหรัฐฯ และคู่แข่งของไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ทำ FTA กับสหรัฐฯ อาจจะทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษี MFN > 0% ที่สหรัฐฯ จะทยอยลดอัตราภาษีในกลุ่มสินค้านี้ให้กับประเทศที่ทำ FTA ด้วย ซึ่งมี 2,367 รายการ มูลค่าประมาณ 3,919 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ การที่ไทยไม่ทำ FTA กับสหรัฐฯ และหากไทยไม่ได้รับการต่อสัญญาโครงการ GSP ที่จะสิ้นสุดในช่วงปลายปีนี้ จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าไทยมูลค่า 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับสิทธิ GSP ในปัจจุบัน ซึ่งหากไทยไม่ได้ต่ออายุออกไป สินค้าไทยก็จะต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ และอาจส่งผลต่อสัดส่วนตลาดของสินค้าในกลุ่มดังกล่าวลดลงได้

 

 

 






* ในชั้นนี้ ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ด้านบริการ การลงทุน และอื่นๆ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในการเจรจา FTA ไทย - สหรัฐฯ

** โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

(1) ระดับการพัฒนาประเทศ สหรัฐฯ จะพิจารณาจากรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP หากประเทศใดเกินระดับที่กำหนดไว้ ก็จะถูกเพิกถอนสิทธิโดยอัตโนมัติ

(2) การเปิดตลาดสินค้าและบริการ ประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP ควรสร้างระดับความมั่นใจให้กับสหรัฐฯ ว่าจะเปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการของสหรัฐฯ อย่างสมเหตุผล

(3) การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

(4) การคุ้มครองสิทธิแรงงาน

(5) การกำหนดนโยบายลงทุนที่ชัดเจน และลดข้อจำกัดทางการค้าของประเทศที่ได้รับสิทธิ

(6) ความต้องการได้รับ GSP ของประเทศกำลังพัฒนา

(7) การให้การสนับสนุนสหรัฐฯในการต่อต้านผู้ก่อการร้าย

*** สหรัฐฯ ได้ถอนสิทธิ GSP ของมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 แม้ว่ารายได้ต่อหัวของมาเลเซียในขณะนั้นมีเพียง 3,520 ดอลลาร์ สหรัฐฯ ( ในปี 2545 กำหนดไว้ที่ 9,266 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่เนื่องจาก มาเลเซียมีการใช้สิทธิ GSP สูงเป็นอันดับที่ 1 จึงทำให้ไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเป็นรายต่อไปได้เช่นกัน เพราะปัจจุบันไทยเป็นผู้ใช้สิทธิ GSP สูงเป็นอันดับ 4

 

FTAMonitoring.org  


Back to Top

 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved