"TIFA" : ช่องทางทดแทน FTA ไทย -สหรัฐฯ

   

TIFA (Trade and Investment Framework Arrangement) เป็นกรอบความตกลงทางการค้าและ
การลงทุนที่สหรัฐฯ ได้ทำความตกลงกับประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ รวมทั้งไทย ตั้งแต่ปี 2545 โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะใช้เป็นเครื่องมือ ผลักดันไปสู่การจัดทำ FTA แต่นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา สหรัฐฯ สามารถเจรจาจัดทำ FTA กับสิงคโปร์ สำเร็จเพียงประเทศเดียว

ทั้งนี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนามในกรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุน ( Trade and Investment Framework Agreement between the United States and the Kingdom of Thailand: TIFA) ตั้งแต่การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 2002 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545 ณ เมืองลอส คาบอส ประเทศเม็กซิโก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยนและหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา พิธีการด้านศุลกากร และการลงทุน เพื่อเป็นการปูทางสู่การจัดทำ FTA ไทย-สหรัฐฯ ซึ่งต่อมาหลังจากที่ผลการดำเนินการภายใต้ TIFA เป็นที่พอใจ ในช่วงการประชุมผู้นำเอเปค 2003 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2546 ณ กรุงเทพฯ ผู้นำของทั้งสองประเทศจึง ได้เห็นชอบให้เริ่มการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน โดยให้เริ่มการเจรจาในปี 2547

สำหรับกรอบการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ นั้น ได้มีการกำหนดขอบเขตที่กว้าง (comprehensive) ครอบคลุมเรื่องการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน มาตรการด้านสุขอนามัย มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม แหล่งกำเนิดสินค้า การเงิน โทรคมนาคม การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขัน ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า e- commerce และประเด็นความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น การเสริมสร้างศักยภาพ ฯลฯ โดยมีแนวทางการเจรจาที่สำคัญ คือ เน้นการเปิดตลาดสินค้าของสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ให้มีระยะเวลาในการปรับตัวที่เพียงพอในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งการค้าบริการ การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญาและไม่เจรจาในประเด็นที่มีผลกระทบในทางลบต่อประเด็นทางสังคม และการการพัฒนาประเทศในระยะยาว

และนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2547 ที่ได้เริ่มมีการเจรจา FTA เป็นต้นมา คณะเจรจาไทย-สหรัฐฯ ได้มีการประชุมไปแล้วรวม 6 รอบ* โดยรอบล่าสุด ครั้งที่ 6 ได้จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 9-13 มกราคม 2549 โดยได้มีการหารือกันใน 19 กลุ่ม จาก 22 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร สิ่งทอ กฎแหล่งกำเนิดสินค้า กระบวนการศุลกากร มาตรการเยียวยาทางการค้า การค้าบริการ การลงทุน การเงิน
โทรคมนาคม E-commerce นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการสุขอนามัย แรงงงาน สิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างศัยภาพ และประเด็นกฎหมาย

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า แม้ผ่านการเจรจามาแล้วถึง 6 รอบ ไทยกับสหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถบรรลุผลการเจรจาในระดับที่เป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ขณะที่ ระยะเวลาที่สหรัฐฯ ได้อำนาจตามกฏหมายในการทำความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ (Trade Promotion Authority: TPA) จะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม ปี 2550 ประกอบกับปัญหา ทางการเมืองในประเทศไทยที่ส่งผลให้รัฐบาลที่เริ่มเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ต้องเป็นรัฐบาลรักษาการ และไม่สามารถเจรจาเพื่อจัดทำ FTA ต่อไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการได้ในยุค รัฐบาลรักษาการ ความเป็นไปได้ในการที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงภายในกรกฎาคม ปีหน้า (2550) จึงเป็นไปได้ยากมาก สหรัฐฯ ได้ตระหนักถึงความยุ่งยากที่คาดว่าไม่น่าจะเจรจาต่อ เนื่องได้ทันตามอำนาจกฎหมายที่ได้รับ จึงได้เริ่มหันมาใช้ TIFA เป็นเครื่องมือในการผลักดันไปสู่ FTA ผ่านทางอาเซียน

ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ระหว่างวันที่ 21-25 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นั้น หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้มี การหยิบยกขึ้นมาหารือ คือ ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้มีการหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในกรอบ ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหรัฐฯ (ASEAN-US Trade and Investment Framework Arrangement-TIFA) และได้มีการลงนามกรอบความตกลง "TIFA" ระหว่างอาเซียน- สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ TIFA มุ่งไปสู่การจัดทำ FTA ในอนาคต ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะปรับ ลดกำแพงการค้าและการลงทุนลง รวมถึงการ
ควบคุมดูแลลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในหลายประเทศในอาเซียน รวมทั้งไทย

สำหรับกรอบข้อตกลงภายใต้ TIFA มีแนวทางหลัก 3 ด้าน คือ

  1. การสร้างระบบนำเข้าสินค้าร่วมกันของอาเซียน โดยจะทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านขั้นตอนพิธีการศุลกากรในระบบเดียวกัน
  2. การจัดตั้งข้อตกลงว่าด้วยมาตรฐานสุขอนามัยเพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร
  3. การสร้างมาตรฐานให้เป็นแบบเดียวกันสำหรับการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเวชภัณฑ์

จะเห็นได้ว่ากรอบ TIFA อาเซียน- สหรัฐฯ มีลักษณะของความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งเป็นลักษณะของการพยายามขจัดปัญหาด้านการค้าบางประเด็นโดย เฉพาะด้านพิธีการศุลกากร และมาตรฐานสุขอนามัย รวมทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นกรอบที่น่าจะแคบกว่าการเจรจา FTA อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ก็หวังว่า น่าจะใช้ TIFA เป็นเครื่องมือปูทางสู่การจัดทำ FTA ในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ โดยเฉพาะอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาขยายกรอบความตกลง TIFA เป็น TIFA Plus เช่นเดียวกับ TRIPs Plus หากโอกาสในการเจรจาจัดทำ FTA กับกลุ่มประเทศในอาเซียนประสบปัญหาความยุ่งยาก และด้วยข้อจำกัด ของเวลาที่สหรัฐฯ เองติดเงื่อนไขของ TPA ขณะที่ไทยติดเงื่อนไขเรื่องปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่มีรัฐบาลที่พร้อมจะผลักดันเรื่อง FTA ในขณะนี้ การลงนามความตกลงระหว่างอาเซียน- สหรัฐฯ ภายใต้กรอบ TIFA จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทย โดยเฉพาะอย่างน้อยก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ไทยยังได้มีกลไกใน การเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ในกรอบเดียวกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์

 

 

 


* รอบที่ 1: วันที่ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2547 ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย
   รอบที่ 2: วันที่ 11-15 ตุลาคม 2547 ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย
   รอบที่ 3: วันที่ 4-9 เมษายน 2548 ที่เมืองพัทยา
   รอบที่ 4: วันที่ 11-15 กรกฎาคม 2548 มอนทานา สหรัฐฯ
   รอบที่ 5: วันที่ 25-30 กันยายน 2548 ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย
   รอบที่ 6: วันที่ 9-13 มกราคม 2549 ณ จังหวัดเชียงใหม

 

FTAMonitoring.org  


Back to Top

 

 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved