|
นับจากการประชุมเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างไทย - ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า JTEPA (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement)
ครั้งแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่กรุงเทพฯ จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 นี้ ก็ล่วงเลยเวลามากว่า 3 ปี แล้ว และอาจกล่าวได้ว่า 1 พฤศจิกายน 2550 คือ กำเนิดของ JTEPA
สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ได้เฝ้าติดตามการก่อกำเนิดของ JTEPA นับตั้งแต่มีการเจรจาครั้งแรก จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่จะมีการลงนามชัดเจนขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2548 รวมการเจรจากันในรัฐบาลชุดก่อนถึง 9 ครั้ง
จึงได้ข้อยุติในหลักการที่จะมีการลงนามระหว่าง 2 ฝ่าย ในการเจรจาครั้งที่ 9 โดยกำหนดลงนามในเดือนเมษายน 2549 แต่ในที่สุด ด้วยสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไป การลงนามในความตกลงจึงได้เลื่อนมาเป็นเดือนเมษายน 2550
ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
จากผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของ JTEPA ที่สวค.ได้ทำร่วมกับสถาบันวิชาการของฝ่ายญี่ปุ่น และีการจัดสัมมนาเรื่อง "การติดตาม ประเมินผลกระทบ และมาตรการแก้ไข: FTA ไทย-ญี่ปุ่น" มาตั้งแต่เริ่มมีการเจรจา JTEPA
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ได้ตระหนักและแสวงหาโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จาก JTEPA อีกทั้งยังช่วยไขข้อกังขาที่ว่าการจัดทำหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จริงหรือ? ประเด็นที่ควรพึง
ระมัดระวังและเตรียมการรองรับผลกระทบมีหรือไม่? อย่างไร? JTEPA เป็นโอกาสใหม่? หรือเป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนกันแน่? จึงถือโอกาสนี้นำเสนอผลการศึกษาวิจัยพอเป็นสังเขป ดังนี้
จากการประเมินผลกระทบในภาพรวม พบว่า ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าไทย-ญี่ปุ่นค่อนข้างชัดเจน ในด้านเศรษฐกิจโดยรวม ดุลการค้าระหว่างประเทศจะปรับตัวดีขึ้น และ สวัสดิการของประเทศจะดีขึ้น แต่อุตสาหกรรมไทยจะได้รับ
ผลกระทบในเชิงลบ 4 อันดับแรก คือ อุตสาหกรรมอุปกรณ์การขนส่งปรับตัวลดลง 29.37% เหมืองแร่ปรับตัวลดลง 8.17% โลหะปรับตัวลดลง 4.64% เคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง 2.72% ส่วนอุตสาหกรรมไทยที่จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน คือ อุตสาหกรรมแปรรูป
อาหารขยายตัว 24.91% ธัญพืชขยายตัว 23.13% และเนื้อสัตว์ขยายตัว 17.11% ผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเปิดเสรีการค้าอุตสาหกรรมอาหารเกษตรที่ไทยจะได้รับประโยชน์ ซึ่งหากญี่ปุ่นไม่เปิดเสรีในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไทยจะไม่ได้รับประโยชน์
จากการเปิดเสรีการค้าเท่าที่ควร
สำหรับการประเมินผลกระทบภาพรวมจากฝ่ายญี่ปุ่น โดย Mr. Kenichi Kawasaki นักวิชาการจากสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น (Research Institute of Economy, Trade and Industry: RIETI) ชี้ให้เห็นผลกระทบ
ของการเปิดเสรีการค้าสินค้าในทำนองเดียวกับฝ่ายไทย โดยการเปิดเสรีการค้าสินค้านั้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันดุลการค้าของไทยจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนการได้เปรียบดุลการค้าของญี่ปุ่นจะลดลง ในด้านสวัสดิการ ชาวญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์จาก
ราคาสินค้านำเข้าจากไทยลดลงในกลุ่มสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร ญี่ปุ่นยังจะได้ประโยชน์ในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เหล็ก อุปกรณ์การขนส่ง และเครื่องจักรและอุปกรณ์
ในภาคบริการ และการลงทุน จากผลการศึกษาของฝ่ายญี่ปุ่น โดย Mr. Atsuo Kuroda จาก JETRO ในประเทศไทย ได้นำเสนอข้อมูลเชิงสนับสนุนการเปิดเสรีด้านการลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่าสมาชิกหอการค้าของญี่ปุ่นในไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับ 1 และ ญี่ปุ่นมี
การลงทุนในประเทศไทยเป็นสัดส่วนถึง 40-50% ของการลงทุนโดยตรงทั้งหมด ขณะเดียวกันหากพิจารณาเทียบกับจีน ญี่ปุ่นมีการลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับ 2 รองจากจีน การเปิดเสรีการลงทุนจึงน่าจะเป็นผลดีต่อไทยในแง่ที่ว่าเป็นการสร้างโอกาสการจ้างงานและเพิ่ม
รายได้ประชาชาติให้กับไทย เป็นการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการให้กับไทย ทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้น และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่แม้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหว แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้น ในระยะยาวแล้วจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ให้กับอุตสาหกรรมเหล่านั้น
จากผลการประเมินดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่นมีทั้งได้และเสียประโยชน์ ไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสียทั้งหมด ซึ่งก็นำไปสู่ความตกลงที่สรุปได้ว่าการเปิดเสรีได้เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายมีการปรับตัวโดยความตกลงที่จะเริ่มปฏิบัติในวันที่ 1 พ.ย. นี้ อัตราภาษีศุลกากร
ไม่ได้ลดลงเป็นศูนย์ทันทีทั้งหมด แต่มีระยะเวลาที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายปรับตัว โดยจำแนกสินค้าตามระยะเวลาของการลดภาษี ดังนี้
- สินค้าปกติที่ยกเลิกภาษีศุลกากรทันที มีมากกว่าร้อยละ 90 สำหรับฝ่ายญี่ปุ่น และครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรมแทบทุกรายการ แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งสำหรับฝ่ายไทย เช่น กุ้ง เชื้อเพลิงจากแร่ และสิ่งทอ เป็นต้น
- สินค้าปกติที่ทยอยลดภาษีเหลือศูนย์ภายใน 5 ปี เป็นผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและเคมีภัณฑ์สำหรับฝ่ายญี่ปุ่น สำหรับฝ่ายไทย สินค้าส่วนใหญ่ เป็นผัก ผลไม้ น้ำตาล สินแร่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
- สินค้าอ่อนไหว ที่มีกำหนดยกเลิกภาษีภายใน 10 ปี เช่น ชาและกาแฟสำหรับฝ่ายญี่ปุ่น สำหรับฝ่ายไทย เป็นผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กีวี ธัญพืช เหล็กรีดร้อน และชิ้นส่วนยานยนต์
- สินค้าอ่อนไหวสูง เป็นสินค้าเกษตรที่ใช้กำแพงภาษีและโควตาได้ภายใน 15 หรือ 20 ปี เช่น เนื้อไก่แกลลัส โดเมสติกัส สับปะรด ซอสมะเขือเทศ น้ำตาลจากอ้อย และสิ่งสกัดจากมอลต์สำหรับฝ่ายญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 2.91 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากไทย สำหรับฝ่ายไทยมีสินค้าเกษตรภายใต้กรอบ WTO
ญี่ปุ่นนั้นเป็นตลาดนำเข้าและส่งออกที่สำคัญอันดับ 1 และอันดับ 2 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นตลาดส่งออกและนำเข้าที่สำคัญอันดับ 6 และ 10 ของญี่ปุ่น ตามลำดับ โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นมาโดยตลอด หากไทยใช้โอกาสของ JTEPA ในการขยายตลาดการค้ากับญี่ปุ่นโดยคำนึงถึงการผลักดันการส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพสำหรับฝ่ายไทย
คือ สินค้าเกษตร ก็น่าจะถือเป็นโอกาสใหม่ที่ดีสำหรับไทย แต่จากการวิเคราะห์รายการสินค้าที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเปิดให้ไทยในสินค้า 4 กลุ่มดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ไม่ง่ายนัก JTEPA จะเป็นโอกาสใหม่ของไทยจริงหรือ? จึงน่าจะยังคงเป็นปริศนาที่ต้องอาศัยจังหวะและการแสวงหาโอกาส
ของผู้ประกอบการไทยในการฝ่าฝันต่อไป หลังจากที่รัฐบาลได้กรุยทางไว้แล้วระดับหนึ่ง
ผลของ JTEPA ยังก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในด้านต่างๆ รวม 7 โครงการ ได้แก่ โครงการครัวไทยสู่โลก โครงการอนุรักษ์พลังงาน โครงการเศรษฐกิจสร้างมูลค่า โครงการหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน โครงการอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โครงการอุตสาหกรรมเหล็ก และโครงการสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมยานยนต์
นอกจากนั้น ยังได้มีความตกลงในการอำนวยความสะดวกในด้านทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นโยบายการแข่งขัน พิธีการศุลกากร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งจัดทำ ความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Agreement: MRA) เพื่อลดอุปสรรคด้าน TBT และ SPS ( ในปัจจุบัน ครอบคลุมแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น) จึงถือได้ว่า JTEPA
ก็ยังน่าจะเป็นความหวังในการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ซึ่งทางสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) จะติดตามประเมินผลมานำเสนอต่อไป
Related Link :
ความตกลง Basic Agreement ของ JTEPA (ภาษาไทย)
ความตกลง Implementing Agreement ของ JTEPA (ภาษาไทย)
ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร
สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่น
Related Topics :
ไขข้อกระจ่างประเด็นร้อนจาก FTA ไทย-ญี่ปุ่น: กรณีเหล็กแผ่นรีดร้อน
ไขข้อกระจ่างประเด็นร้อนจาก FTA ไทย-ญี่ปุ่น: กรณียานยนต์และชิ้นส่วน
|