วันที่ ประเด็นข่าว/เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่สำคัญ
27 กุมภาพันธ์ 2552

แหล่งข่าว :
เดลินิวส์
รมว.พาณิชย์เผยอินเดียเลื่อนลงนามเอฟทีเอ

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนวันที่ 27 ก.พ.นี้ ว่า จะไม่มีการลงนาม
ในความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-อินเดีย เพราะรัฐบาลอินเดียยังไม่พร้อม ...(อ่านต่อ)
28 เมษายน 2551

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
ไทยจับมืออินเดียเพิ่มผลผลิตข้าว-คาดเปิดเสรีสินค้าหลายชนิดปลายปี

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลัง หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดีย ว่าได้มีการหารือถึงกรณีนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความเป็นห่วงว่า ทั่วโลกจะประสบปัญหาวิกฤตอาหาร โดยเฉพาะสินค้าข้าว ...(อ่านต่อ)
2 เมษายน 2551

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
เร่งเอสเอ็มอีไทย บุกตลาดภารตะ

กรมเจรจาการค้าฯ กระตุ้นเอสเอ็มอีไทยเร่งบุกตลาดอินเดีย ชี้เป็นประเทศใหญ่ ประชากรมหาศาล อัตราเติบโตทาง ศก. ขยายต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งไทยมีข้อได้เปรียบจากการทำเปิดเสรีการค้าระหว่างกัน เตือนต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้พร้อมเสียก่อน ...(อ่านต่อ)
28 มีนาคม 2551

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
FTA ไทย-อินเดียทำการค้าทะลุ 5 พันล. คนอินเดียแห่เข้าไทยเพิ่มปีละ 16%

กรอบความตกลงการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียคืบหน้า เจรจาลดภาษีสินค้าเหลือศูนย์แล้ว 82 ราย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมผลักดันสินค้า อีกหลายพันรายการ ส่งผลมูลค่าการค้าไทย-อินเดียไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทในปีนี้ ...(อ่านต่อ)
27 มีนาคม 2551

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
กรมเจรจาการค้าฯ รุกคืบตลาดอินเดียตะลุยให้ข้อมูลการค้านักธุรกิจหัวเมือง

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รุกตลาดอินเดีย จัดเสวนา "ตะลุยภารตะ ขุมทรัพย์การค้า" ทุกหัวเมืองหลักในภูมิภาค หวังให้นักธุรกิจมองเห็นลู่ทางการค้า การลงทุนในประเทศอินเดีย ภายหลังมีกรอบความร่วมมือไทย-อินเดีย และอาเซียน-อินเดีย ประเดิมที่เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น จันทบุรีและปิดท้ายที่กรุงเทพฯ...(อ่านต่อ)
27 มีนาคม 2551

แหล่งข่าว :
โพสต์ทูเดย์
ปิดฉากเอฟทีเออินเดีย อาเซียนส่ายหัวลดภาษีลงนามร่วมญี่ปุ่น เม.ย.นี้

นายนพดล สระวาสี รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ อาเซียนได้หารือความคืบหน้าการจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ในระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (ซีออม) ครั้งที่ 2/39 ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ...(อ่านต่อ)
8 กุมภาพันธ์ 2551

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
เผยอินเดียขอรื้อบัญชีสินค้าลดภาษี FTA ไทย

กรมเจรจาการค้าชี้ FTA นำร่องกับอินเดีย ไทยได้ดุลการค้า เพิ่มเป็น 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่อง รับโทรทัศน์ หลอดภาพโทรทัศน์สี เครื่องปรับอากาศ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี ระบุความคืบหน้า อินเดียขอรื้อบัญชีสินค้าลดภาษี ...(อ่านต่อ)
23 มกราคม 2551

แหล่งข่าว :
โพสต์ทูเดย์
เจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดียจบไม่ลง

นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย ในรายการสินค้าที่เหลือกว่า 5 พันรายการ ว่า แม้ทั้งสอง ฝ่าย จะได้ข้อสรุปรายการลดภาษีระหว่างกันแล้ว แต่ติดปัญหาที่อินเดียยังไม่เปลี่ยนพิกัดภาษีศุลกากรให้สอดคล้องกับพิกัดศุลกากรปี 2550 ...(อ่านต่อ)
2 มกราคม 2551

แหล่งข่าว :
Bangkok Post
India-Asean talks resume next Monday

India-Asean free trade talks are scheduled to resume next week and, if all goes well, a deal will be concluded in March and signed by June after missing earlier deadlines, according to Thai authorities. ...(Continue)
7 มิ.ย. 2550

แหล่งข่าว :
โพสต์ทูเดย์
ห่วงอินเดียกีดกันไทย

นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภา หอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จะหารือการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย ในประเด็นเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า เนื่องจากที่ผ่านมาไทยเสียเปรียบ จึงต้องหาข้อมูลในเชิงลึก ...(อ่านต่อ)
30 พ.ค. 2550

แหล่งข่าว :
แนวหน้า
ไทยพร้อมเปิดเจรจา FTA อินเดีย เล็งขอลดอัตราภาษีสินค้าเกษตร

ไทยพร้อมเจรจา FTA กับอินเดีย หวังกระตุ้นการค้าการลงทุนของทั้ง 2 ฝ่าย ด้านสินค้าเกษตรไทย ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าสูง เตรียมเจรจาเปิด ตลาดสินค้าให้ไทย หวังขยายการส่งออก คาดได้ข้อสรุปกรกฎาคม นี้ ...(อ่านต่อ)
28 พ.ค. 2550

แหล่งข่าว :
ประชาชาติธุรกิจ
เอฟทีเอไทย-อินเดียใกล้ลงตัว "สุรยุทธ์" บินลงนามความร่วมมือปลาย มิ.ย. นี้

เอฟทีเอ ไทย-อินเดียใกล้ได้ข้อสรุป "สุรยุทธ์" เตรียมบินไปนิวเดลี นำร่องลงนามประกาศความร่วมมือ เปิดทางก่อนลงนามเอฟทีเอ อย่างเป็นทางการปลายปี 2550 พาณิชย์เผยตกลงจำนวนสินค้าลดภาษีได้แล้ว อินเดียยอมลดจำนวนสินค้าไม่ลดภาษีเหลือ 489 รายการ ...(อ่านต่อ)
25 พ.ค. 2550

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
พาณิชย์เร่งเจรจาเปิดตลาดสินค้าเอฟทีเอไทย-อินเดีย ปลายเดือนนี้ี้

ไทยและอินเดีย เตรียมเจรจาเอฟทีเอครั้งใหม่ปลายเดือนนี้ ที่จังหวัดภูเก็ต โดยจะผลักดันอินเดียให้เปิดตลาดสินค้าส่วนที่เหลือ พร้อมให้รับพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้าในเงื่อนไข การเปลี่ยนพิกัดศุลกากร 6 หลัก ควบคู่กับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มร้อยละ 35 ...(อ่านต่อ)
21 พ.ค. 2550

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
ไทยนัดถกอินเดียเพิ่มรายการลดภาษีปลายเดือนนี้

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุการเจรจาภายใต้กรอบเอฟทีเออาเซียน-อินเดียมีแนวโน้มไร้ข้อยุติตกลงกันไม่ได้ ขณะที่ไทยพร้อมเดินหน้าเจรจา ลดภาษีตามกรอบ เอฟทีเอ ไทย-อินเดีย อีกหลายพันรายการ หวังลดภาษีและแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ให้น้อยลงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ...(อ่านต่อ)
26 เม.ย. 2550

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
FTA ไทย-อินเดีย ส่งผลการค้าระหว่างสองประเทศขยายเท่าตัว

นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เริ่มนำร่องเปิดเสรีการค้า (FTA) กับอินเดีย ในสินค้า 82 รายการ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ...(อ่านต่อ)
18 เม.ย. 2550

แหล่งข่าว :
โพสต์ทูเดย์
'อินเดีย' เร่งหั่นภาษีหวังบรรลุ FTA อาเซียน

หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล เอ็กซ์เพรส ของอินเดีย รายงานอ้าง พีเค แดช เลขาธิการร่วม กระทรวงพาณิชย์อินเดีย เมื่อวันที่ 16 เมษายนว่า อินเดียเห็น ควรให้เริ่มการตัดลดภาษีสินค้าน้ำมัน ปรุงอาหารลงทันทีที่ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ...(อ่านต่อ)
12 เม.ย. 2550

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
ไทย-อินเดีย ตั้งเป้าเซ็น FTA มิ.ย.นี้

ไทยและอินเดียคาดหวังที่จะสรุปผลการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ คาดว่าข้อตกลง ฉบับนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน 2 เท่า เป็น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2553 ...(อ่านต่อ)
5 เม.ย. 2550

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
ไทยพร้อมเจรจาลดภาษีกับอินเดีย หากเอฟทีเออาเซียน-อินเดียเหลว

รมว.พาณิชย์ เตรียมนำทีมภาครัฐและเอกชนเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูต และการค้ากับอินเดียกลางเดือนเมษายนนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน ระหว่างกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ขอรอดูท่าทีการเจรจากรอบเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย ...(อ่านต่อ)
2 เม.ย. 2550

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
อาเซียนหวั่นเจรจาเอฟทีเอกับอินเดียสรุปไม่ได้ตามกรอบเวลา

ผลการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน และอินเดีย รอบล่าสุด ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แม้จะยืดเยื้อมากว่า 3 ปี และอาเซียนประนีประนอมลด จำนวนสินค้าที่จะลดภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 ให้น้อยลง และเพิ่มรายการสินค้าที่สงวนการลดภาษี ...(อ่านต่อ)
19 มี.ค. 2550

แหล่งข่าว :
ประชาชาติธุรกิจ
ใช้เวทีเจรจาการค้าอาเซียน-อินเดีย กดดันแขกเร่งเครื่อง FTA อินเดีย-ไทย

ไทยหวังใช้เวทีอาเซียน-อินเดีย กดดันอินเดียลดรายการสินค้าไม่ร่วมลดภาษีภายใต้ FTA ไทย-อินเดียให้เหลือ 60 รายการ ด้านอินเดียอ้างผู้ประกอบการ ในประเทศไม่พร้อมต้องถอนสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม 490 รายการออกจากบัญชีลดภาษี ...(อ่านต่อ)
18 ก.ย. 2549

แหล่งข่าว :
แนวหน้า
อินเดียรุกล็อบบี้ไทยรีบเจรจาเปิดเสรี FTA

"สมคิด" เตรียมนำทีมนักธุรกิจบินไปเมืองโรตี ลงนาม เอ็มโอยู 2 ฉบับ ขยายการค้าสิ่งทอ-อัญมณี ด้านอินเดีย รุกไทย รีบเจรจาเปิดเสรี FTA ในเดือนตุลาคนี้ หลังเจรจา "FTA อาเซียน-อินเดีย"ไม่คืบ ...(อ่านต่อ)
8 ก.ย. 2549

แหล่งข่าว :
โพสต์ทูเดย์
อ้อนอินเดียเปิดทาง ขยายซื้อผัก/ผลไม้

ไทยต่อรองอินเดียลดค่าระวางสินค้าและค่าใช้จ่ายในกระบวนการกักกันพืช เพื่อส่งเสริมสินค้าผักและผลไม้เข้าสู่ตลาด ได้สะดวกขึ้น และแข่งขันด้านราคากับประเทศอื่นได้ ...(อ่านต่อ)
22 มิ.ย. 2549

แหล่งข่าว :
ฐานเศรษฐกิจ
อินเดียขอถก FTA ไทยรอบใหม่ + ผ่าทางตันกรอบอาเซียนไม่คืบ/เล็งลดภาษี 5,000 รายการกลางปีหน้า

อินเดียส่งสัญญาณขอเปิดเจรจาเอฟทีเอกับไทยรอบใหม่ หลังถกในกรอบอาซียนครั้งล่าสุดที่สิงคโปร์ส่อยื้อยาว คณะเจรจาชี้เป็นโอกาสดีไทยต่อ รองได้ง่ายขึ้น ...(อ่านต่อ)
16 มิ.ย. 2549

แหล่งข่าว :
กรุงเทพธุรกิจ
พาณิชย์เผย 4 เดือนเอฟทีเอไทย-อินเดียขยายตัว 9.2%

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยการค้าระหว่างไทยและอินเดียมีแนวโน้มดีขึ้น ภายหลังเปิดเขตการค้าเสรี เอฟทีเอโดย 4 เดือนแรก ปีนี้ขยายตัว 9.2 % มูลค่ารวมกว่า 118.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ...(อ่านต่อ)
1 มี.ค. 2549

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
พรีม่าโกลด์แก้เกมการเมืองพ่นพิษ รุกหนักนอกฤดูขาย-ขยายตปท.กู้ยอด

“พรีม่าโกลด์” ระบุสถานการณ์การเมืองไม่นิ่งพ่นพิษ ยอดขายไตรมาสแรกสะดุด โตเพียง 20% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 30% ปรับแผนรุกตลาด นอกฤดูขายหนักช่วงไตรมาสสอง-สาม พร้อมอาศัยเอฟทีเอลุยเปิดตลาดอินเดีย-จีนปีนี้ ...(อ่านต่อ)
15 ก.พ. 2549

แหล่งข่าว :
โพสต์ทูเดย์
อินเดียเปิดรับผลไม้สดไทย ทุเรียน/ลำไยฉลุยไร้เงื่อนไข

อินเดียยอมเปิดตลาดรับผลไม้ไทยตามกรอบเอฟทีเอแล้ว 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และเงาะ ...(อ่านต่อ)
6 ก.พ. 2549

แหล่งข่าว :
ฐานเศรษฐกิจ
เอฟทีเอเอื้ออัญมณี รุกตั้งตัวแทนจำหน่ายบุกอินเดีย

บิ๊กแพรนด้ากรุ๊ปชี้เปิดเอฟทีเอ อัญมณีไทยแข่งได้กับทุกประเทศ เพราะมีจุดแข็งค่าแรงงานฝีมือยังถูก รุกตั้งตัวแทนจำหน่ายที่ ประเทศอินเดีย หวังเจาะตลาดแดนภารตะ ...(อ่านต่อ)
31 ม.ค. 2549

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
ถกลดสินค้าอ่อนไหวไทย-อินเดียส่อยาว

เอฟทีเอไทย-อินเดีย อืด หลังตกลงรายการสินค้าอ่อนไหวไม่ลงตัว เหตุอินเดียตั้งรายการอ่อนไหวสูงถึง 1,300 รายการ ...(อ่านต่อ)
30 ม.ค. 2549

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
เอฟทีเอไทย-อินเดียเดินหน้า จ่อลดภาษีอีก 2,000 รายการ

เอฟทีเอไทย-อินเดียเดินหน้า ขยับเตรียมลดภาษีสินค้าอีก 2,000 รายการได้ข้อสรุปไม่เกินเม.ย.นี้ "อีดี้จวบ" หัวหน้าคณะเจรจาชี้การทำเอฟทีเอกับอินเดียต้องค่อยเป็นค่อยไป ...(อ่านต่อ)
21 ธ.ค. 2548

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
อาเซียนเริ่มห่วงความจริงใจของอินเดียในการทำเอฟทีเอ

แหล่งข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-อินเดีย สามารถตกลง หลักการของแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of origin) ได้แล้ว แต่อินเดียเสนอรายการยกเว้นการลดภาษี ...(อ่านต่อ)
9 ธ.ค. 2548

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
อินเดียขอเพิ่มรายการเร่งลดภาษี FTA หลอดภาพโทรทัศน์เข้าโปรแกรม EHP

นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าในการเจรจาเขตการค้าเสรีระดับ ทวิภาคีไทย-อินเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ฝ่ายอินเดียเสนอขอเพิ่มรายการสินค้าเร่งลดภาษีอีก 1 รายการ ...(อ่านต่อ)
29 พ.ย. 2548

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
เตือนรัฐเร่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรในเอฟทีเอไทย-อินเดีย

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมไทยได้รับผลดี ขณะที่สินค้าเกษตรได้รับผลกระทบจากการกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าและมาตรการสุขอนามัย ...(อ่านต่อ)
29 ต.ค. 2548

แหล่งข่าว :
ไทยรัฐ
'สมคิด' นำทัพบุกอินเดียลุยเอฟทีเอ

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า เดือน ก.พ.-มี.ค.49 นี้ จะจัดคณะตัวแทนจาก หน่วยงานภาครัฐและเอกชนไปเยือนประเทศอินเดีย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะ ...(อ่านต่อ)
21 ต.ค. 48

แหล่งข่าว :
DOW JONES
India-Thai FTA Has Auto Indus Bracing For Competition

The free trade agreement between India and Thailand has sparked worries that an influx of cheaper Thai products may hurt Indian auto and auto parts firms, ...(Continue)
3 ต.ค. 48

แหล่งข่าว :
ฐานเศรษฐกิจ
FTAไทย-อินเดียส่อเค้าไม่รื่น > หวั่นเปิดรับไทยหนุนสินค้าญี่ปุ่นทะลักทำทุนเกาหลีสะเทือน

เบื้องหลังเปิดโต๊ะเจรจา FTA ไทย-อินเดีย ในสินค้าอีกกว่า 5,000 รายการที่เหลือ ส่อเค้าไม่รื่น! นักธุรกิจอินเดียห่วงความรู้สึกของทุนเกาหลี ในอินเดีย หวั่นเปิดเอฟทีเอให้ไทย จะกลายเป็นไปเอื้อสินค้าญี่ปุ่นที่ครองตลาดไทยอยู่ในขณะนี้ ...(อ่านต่อ)
18 มิ.ย. 48

แหล่งข่าว :
ผู้จัดการ
ค้าเสรีของไทย แต่ไม่ใช่ของอินเดีย

นโยบาย 'มุ่งตะวันออก' ของอินเดีย เหมือนจะมีแรงดึงเศรษฐกิจของประเทศลงต่ำ การศึกษาสมาพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดีย (Federation of Indian Chambers of Commerce and Industry - FICCI) เมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า ในการทำข้อตงลงการค้าเสรีกับไทย (FTA) นั้น หากอินเดียยังไม่สามารถขจัดภาวะคอขวดในประเทศ ให้ได้เสียก่อน อินเดียจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ...(อ่านต่อ)
8 มิ.ย. 48

แหล่งข่าว :
กรุงเทพธุรกิจ
เอกชนจี้เจรจาอินเดีย ลดภาษีเกษตรเพิ่ม

เอกชนจี้รัฐรุกเจรจาเอฟทีเออินเดียลดภาษีสินค้าเกษตร-อาหารเพิ่ม ระบุ ตลาดมีศักยภาพ แต่อัตราภาษีสูงมาก พร้อมเตือนผู้ส่งออกทำความเข้าใจกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ชี้เอสเอ็มอีไทยในกลุ่มสินค้าอาหารกว่า 50% ขาดความพร้อมรับสิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอ...(อ่านต่อ)
1 มิ.ย. 48

แหล่งข่าว :
ฐานเศรษฐกิจ
อินเดียพร้อมถก FTA รอบ7 'อีดี้จวบ' บินเปิดตัวหัวหน้าคณะเจรจาคนใหม่

"อีดี้จวบ" พ่วงคณะนายกฯเยือนอินเดีย เปิดตัวหัวหน้าคณะเจรจาคนใหม่ ขณะที่อินเดียส่งซิกพร้อมเปิดเจรจารอบที่ 7 ปลายเดือนนี้ มุ่งประเด็นใหญ่หวังบรรลุข้อตกลงเปิดเสรีสินค้าที่เหลืออีกกว่า 5,000 รายการ...(อ่านต่อ)
9 พ.ค. 48

แหล่งข่าว :
กรุงเทพธุรกิจ
อินเดียยื้อเปิดเอฟทีเอสินค้าอ่อนไหวเพิ่ม

"อินเดีย" ยื้อส่งรายการสินค้าอ่อนไหวเปิดเสรีเอฟทีเอชะงัก ชี้ ญี่ปุ่น-เกาหลี ผู้ลงทุนราย ใหญ่ในอินเดียขวางเปิดตลาด สิ่งทอ รถยนต์ ระบุหลังเปิดเอฟทีเอ 82 รายการเร่งลดภาษีกับไทย ยอดขาดดุลการค้าพุ่ง...(อ่านต่อ)
9 พ.ค. 48

แหล่งข่าว : มติชน
กลุ่มทุนญี่ปุ่น-เกาหลีค้านอินเดีย เปิดเอฟทีเอไทยหวั่นแข่งลำบาก

นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ(จร.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบ หน้าการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย ว่ากำลังรอการจัดส่งรายการสินค้าอ่อนไหวของอินเดีย ซึ่งได้มีการทวงถามมาแล้ว 2 ครั้ง โดยอินเดียอ้างเหตุผลว่ายังหารือกับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไม่ครบ...(อ่านต่อ)
2 พ.ค. 48

แหล่งข่าว : ฐานเศรษฐกิจ
FTA ไทย-อินเดียเคว้งหนัก > ภารตลากยาวเจรจารอบ 7 หลังไทยได้ดุลอื้อ

อินเดียออกอาการงอแง หลัง 7 เดือนเอฟทีเอมีผลบังคับใช้ในสินค้านำร่อง 82 รายการปรากฎไทยเก่งกว่าดันส่งออกพุ่งกระฉูด พลิกจากเคยขาดดุลเป็นฝ่ายได้ดุล สั่งลากยาวเจรจารอบ 7 เลื่อนแบบไม่มีกำหนด "ปานปรีย์"ชี้ผลพวงฉุดเจรจาเอฟทีเอไทย-บริมเทค อาเซียน-อินเดียไม่คืบตามไปด้วย...(อ่านต่อ)
26 เม.ย. 48

แหล่งข่าว : Bangkok Post
India pact bears fruit

Thailand's exports to India have increased significantly since the two countries reduced import tariffs on 82 items in the initial stage of their free trade agreement last Sept 1...(Continue)
1 มี..ค. 48

แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ
พาณิชย์ชี้เอฟทีเออาเซียน-อินเดียส่อแววล่ม อินเดียกร้าวไม่ลดรายการแหล่งกำเนิดสินค้าเฉพาะ

เอฟทีเออาเซียน-อินเดียส่อแววล่ม หลังอินเดียยืนกรานไม่ยอมลดรายการสินค้า กำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าเฉพาะ ในกรอบสินค้าเร่งลดภาษีลงมาจาก 35% ไทยยืนกรานล้มโต๊ะเจรจาเปิดเสรีเร่งด่วน เน้นอาเซียนประสานท่าทีเข้มแข็ง ชี้ขาดในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนเดือน มี.ค.นี้ ...(อ่านต่อ)
23 ธ.ค. 47

แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ
อินเดียเมินเอฟทีเอดันผลไม้ราคาแพง จี้รัฐประชาสัมพันธ์ผู้นำเข้าขอลดภาษี

เกษตรชี้สินค้าผัก-ผลไม้ไทย ในตลาดอินเดียยังมีราคาแพง ระบุ ผู้นำเข้าในอินเดีย ยังไม่ได้ลดภาษี เผยต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เอฟทีเอ มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันเปิดตลาด ลิ้นจี่ ส้มโอ สับปะรด และ มะพร้าวอ่อนเพิ่ม ... (อ่านต่อ)
23 ธ.ค. 47

แหล่งข่าว : ผู้จัดการ
พบผลไม้ไทยในอินเดียยังแพง แม้ลดภาษีตามกรอบเอฟทีเอแล้ว

กระทรวงเกษตรฯสำรวจพบสินค้าเกษตร 11 รายการยังคงมีราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากผู้นำเข้ายังไม่ทราบว่ามีการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 15 ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี... (อ่านต่อ)
16 ธ.ค. 47

แหล่งข่าว : The Nation

India told FTA not threat but opportunity

Allaying fears of Indian industry, Thailand said this week that the Indian-Thai free trade agreement should not be seen as a threat but as an opportunity to strengthen both economies. ... (คลิ๊กเพื่ออ่านต่อ)

24 พ.ย. 47

แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ

ไทยเสนอสินค้าอ่อนไหว300รายการ เอฟทีเออินเดีย

"ปานปรีย์"เสนอรายการสินค้าอ่อนไหว 300 รายการ จาก 5,600 รายการ เปิดเสรีเอฟทีเอเพิ่มกับอินเดีย เตรียมตั้งคณะกรรมการดูแล เรื่องตอบโต้การทุ่มตลาด กับอินเดียเฉพาะ รับความเห็นเอกชน หวังคลี่คลายก่อนถูกใช้มาตรการ เผยอินเดียเล็งใช้มาตรการเอดีกับ 10 สินค้าไทย... (อ่านต่อ)

24 พ.ย. 47

แหล่งข่าว : The Nation

FTA should end neglect of India

As India’s economy expands, Thailand has seen very little of the action.

That could change once the two countries start implementing a free-trade agreement (FTA) signed last year, according to speakers at a seminar on the FTA yesterday organised by the Fiscal Policy Research Institute. All speakers a greed the private sector should gear up for better trade relations with India.... (cont.)

1 พ.ย. 47

แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ

ไทย-อินเดียเล็งตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หวังรอมชอมก่อนยื่นฟ้องตอบโต้การทุ่มตลาด

ไทย-อินเดียเล็งตั้งกรรมการระงับข้อพิพาท ก่อนใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หวังไกล่เกลี่ยก่อนเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องตอบโต้ สร้างความเสียหายทางการค้าหนัก ระบุ อินเดียใช้มาตรการเอดีกับสินค้าไทยร่วม 10 รายการ

ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย เปิดเผยความคืบหน้าว่า ทั้ง 2 ฝ่ายเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาททางการค้า โดยมีรูปแบบการทำงาน คือ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนและทุ่มตลาด (เอดี) ก็ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายได้รับทราบก่อน เพื่อไกล่เกลี่ยในเบื้องต้น ก่อนที่จะเริ่มต้นกระบวนการตามกฎหมาย

"ถ้าแจ้งหรือทำความเข้าใจกันก่อน ก็จะมีการชี้แจงให้เข้าใจ อาจไกล่เกลี่ยกันได้ โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการไต่สวน หรือ การลงโทษด้วยอัตราภาษีเอดี ซึ่งมาตรการเอดีถือว่าเป็นอุปสรรคทางการค้าอย่างหนึ่ง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างกันแล้วก็ตาม " ดร.ปานปรีย์กล่าว

เขากล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนพ.ย. นี้ ในการประชุมเอฟทีเอระหว่างกัน ไทยจะเสนอรายละเอียด การจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าว ว่าควรมีตัวแทนฝ่ายไทยและอินเดียสัดส่วนเท่าใด รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการรับทราบปัญหาของผู้ประกอบการ ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเห็นว่ากระบวนตอบโต้การทุ่มตลาด จะทำให้เกิดผลเสียต่ออุตสาหกรรม ดังนั้น ก่อนที่จะมีการตัดสินใช้มาตรการนี้ ควรจะมีการพิจารณาและไกล่เกลี่ยว่ามีการทุ่มตลาดจริงหรือไม่ให้รอบคอบเสียก่อน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

ดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า ไทยกับอินเดียน่าจะเป็นประเทศแรกในกรอบการเจรจาจัดทำเอฟทีเอ ที่มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระงับข้อพิพาทเช่นนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพคล่องทางการค้าระหว่างกัน

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สินค้าไทยที่ถูกอินเดียใช้มาตรการเอดีจำนวนสูงถึง 10 รายการ ได้แก่ เส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์สั้น (5503.200.007) เส้นใยสังเคราะห์สั้น (5503.20) เม็ดพลาสติก เส้นใยพาร์เซียลโอเรียนเต็ด โพลิโพรไพรพิลีนฟิมส์ วิตามิน AB2D3K3 กรดซิตริก คาโปรแลคตัม และพลาสเตอร์บอร์ด ขณะที่ไทยใช้มาตรการนี้กับอินเดียที่มีเพียง 2 รายการ คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งจะหมดระยะเวลาการใช้มาตรการปลายปีนี้ อีกรายการเป็นเหล็กรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน

19 ก.พ. 47

แหล่งข่าว : กระทรวงพาณิชย์
ผลการประชุมคณะทำงานกลุ่มย่อยด้านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าเร่งลดภาษี ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ครั้งที่ 4 15-16 กุมภาพันธ์ 2547 ณ โรงแรมโซฟิเทลเซ็นทรัลพลาซ่า กรุงเทพฯ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเผยผลการประชุมเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ควบคู่กับการเร่งลดภาษีสินค้า Early Harvest Scheme จำนวน 84 รายการภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ที่จะเริ่มต้นการลดภาษีในวันที่ 1 มีนาคม 2547 ว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเงื่อนไขการได้แหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้รวมทั้งสิ้น 52 รายการ ประกอบด้วย 1). สินค้าเกษตร เช่น ผลไม้ ข้าวสาลี และสินแร่ รวมทั้งสิ้น 10 รายการ จะใช้เงื่อนไขสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Wholly produced or obtained) เป็นเกณฑ์ในการให้แหล่งกำเนิดสินค้า 2). สินค้าที่ผลิตขึ้นหรือได้จากประเทศผู้ส่งออกโดยมิได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Not wholly produced or obtained) จำนวน 30 รายการ เช่น สินค้ากลุ่มปิโตรเคมี สปริงขดแบบก้นหอย ส่วนประกอบเครื่องจักรโรงงาน ส่วนประกอบเครื่องยนต์ เครื่องจักรสำนักงาน สายอากาศ วงจรพิมพ์ กระปุกเกียร์ เป็นต้น จะใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตราศุลกากรในระดับประเภทพิกัด 4 หลัก (Change of Tariff Heading: CTH) และ Local content ร้อยละ 40 3). สินค้า Not wholly produced or obtained อีกจำนวน 12 รายการได้แก่ เครื่องสูบ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็นแบบคอมเพรสชันสำหรับใช้ในบ้าน เครื่องจักรสำหรับโม่สีเมล็ดธัญพืช หลอดภาพ โทรทัศน์สี เป็นต้น ซึ่งจะใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตราศุลกากรในระดับประเภทพิกัด 6 หลัก (Change of Tariff Sub-Heading: CTSH) และ Local content ร้อยละ 40 ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปเงื่อนไขการได้แหล่งกำเนิดของสินค้าส่วนที่เหลืออีก 32 รายการในกลุ่มเหล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารทะเลแปรรูป โทรทัศน์สี ซึ่งฝ่ายไทยได้เสนอให้อินเดียพิจารณาเงื่อนไขการได้แหล่งกำเนิดที่เป็นไปตามสภาพการผลิตและสัดส่วน Local content ตามจริง โดยเน้นให้อินเดียพิจารณาสินค้าส่งออกสำคัญของไทย 13 รายการ เช่น อาหารทะเลแปรรูป อัญมณีสังเคราะห์ โทรทัศน์สี และชิ้นส่วนยานยนต์ (บอลล์แบริ่ง, ไฟสัญญาณ) เป็นต้น แต่อินเดียยังคงพยายามให้ไทยยอมรับหลักเกณฑ์เดิมคือ เกณฑ์ Local content อย่างน้อยร้อยละ 40 ควบคู่กับ CTH เพื่อให้สอดคล้องกับกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่อินเดียใช้กับความตกลงทางการค้าที่อินเดียมีอยู่กับประเทศอื่นๆ (ศรีลังกา บังกลาเทศ เนปาล อัฟกานิสถาน) โดยฝ่ายอินเดียอ้างว่าการตั้งเงื่อนไขการได้แหล่งกำเนิด ดังกล่าว จะเป็นการป้องกันการเบี่ยงเบนการค้าและการลงทุน เนื่องจากการลดภาษีนำเข้า นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้แสดงความตั้งใจที่จะลดภาษีสินค้าบางส่วนรวม 52 รายการที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเงื่อนไขการได้แหล่งกำเนิดสินค้าตามกำหนดการในวันที่ 1 มีนาคม 2547 เพื่อให้เป็นไปตามความตกลงฯ ที่ได้ลงนามไปแล้ว แต่อินเดียยืนยันว่าจะดำเนินการลดภาษีสินค้า Early Harvest Scheme พร้อมกันทั้งหมด 84 รายการเท่านั้น จึงเสนอให้เลื่อนกำหนดการลดภาษีออกไปเป็นวันที่ 1
16 เม.ย. 47

แหล่งข่าว: ผู้จัดการออนไลน์
อินเดีย & ไทย : เศรษฐกิจรุ่งโรจน์ ความร่วมมือธุรกิจรุ่งเรือง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อินเดียและไทย ความสัมพันธ์กันใกล้ชิดชัดเจนช่วงรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเยือนซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้นำรัฐบาลประเทศทั้ง 2 หลายครั้ง รัฐบาลไทยกำหนดให้อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ ที่ไทยเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ด้วย รวมถึงความร่วมมือเศรษฐกิจระดับพหุภาคี ซึ่งไทยและอินเดีย ต่างช่วยกันผลักดันหลายโครงการจริงจัง อาทิ ตั้งเขตการค้าเสรี 5 ชาติ ได้แก่ อินเดีย ไทย บังคลาเทศ ศรีลังกา และพม่า รณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยว "Visit BIMST-EC Year" ปี 2547 สร้างสรรค์สันติภาพในพม่า โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อม 3 ประเทศ ไทย พม่า อินเดีย

เพื่อก่อเกิดความเจริญก้าวหน้า และสันติสุข ในเอเชีย สอดคล้องแนวนโยบายรวมพลังเศรษฐกิจชาติเอเชีย ของผู้นำรัฐบาลไทย และนโยบายสร้างความปรองดองแห่งชาติเอเชีย ของผู้นำอินเดีย ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยและอินเดีย เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะมีบทบาทสำคัญช่วยให้โครงการความร่วมมือต่างๆ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจฉายแววสดใสมาก เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) กำลังดึงดูดความสนใจจากพ่อค้า นักธุรกิจ และนักลงทุน ต่างประเทศมากขึ้น กำลังไล่ตามหลังจีนไม่ห่างไกลกันนัก ด้วยประชากรระดับ 1,000 ล้านคนทั้ง 2 ประเทศ เพียงแต่จีนมีโอกาสเปิดประเทศ และก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีก่อน ช่วงปี 2521 ยุคประธาน เติ้ง เสี่ยว ผิง ขณะที่อินเดีย ปลดวางระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมลง เปิดประเทศจริงจังตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอินเดียวันนี้ มั่นคงเป็นลำดับ จึงเป็นโอกาสดีของไทย ที่จะได้ร่วมมือเศรษฐกิจกับอินเดียเต็มที่ ในฐานะพันธมิตรผูกพันกันเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้ประเทศทั้ง 2 ต่อไป

ศรษฐกิจอินเดีย 2547 : ร้อนแรง รุกไล่เศรษฐกิจจีน
อินเดียไม่ทำให้ประชาคมโลกผิดหวัง หลังประกาศตัวเลขอัตราเติบโตเศรษฐกิจ วัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสสุดท้ายปี 2546 เพิ่ม 10.4% เป็นขยายตัวสูงกว่า GDP ของจีนไตรมาสเดียวกัน ที่ 9.9% รัฐบาลอินเดียคาดว่าสิ้นสุดปีงบประมาณ 2546/47 (1 เมษายน 2546-31 มีนาคม 2547) เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตประมาณ 8.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปีของประเทศ สะท้อนให้เห็น ว่าอินเดียกำลังดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 10 ซึ่งระบุชัดเจนว่า อินเดียจะมีอัตราเติบโตเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 8% ต่อปี จนถึงปี 2550 ปัจจุบัน อินเดียฐานะทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงถึง 106,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดอันดับท็อปเท็นของโลก เทียบเท่ามูลค่านำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 18 เดือน อีกทั้งยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ภาระหนี้สินต่างประเทศต่ำสุดประเทศหนึ่งด้วย ประมาณ 16% GDP เทียบไทย ราว 36% GDP

ปัจจัยสำคัญสนับสนุนเศรษฐกิจอินเดียสดใส ได้แก่
o ภาคเกษตรกรรมเฟื่องฟู การที่ภูมิอากาศเอื้ออำนวยภาคเกษตรช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณผลผลิตการเกษตรอินเดียเพิ่มขึ้นมาก โดยทั่วไป ภาคเกษตรสัดส่วนประมาณ 25% GDP เกษตรกรราว 600 ล้านคน
o เมื่อภาคผลิตสดใส ทำให้เกษตรกรรายได้งดงาม กลายเป็นพลังซื้อมหาศาลระบบเศรษฐกิจอินเดีย ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายปรับลดภาษีสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ อาทิ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ล้วนจูงใจชาวอินเดียจับจ่ายใช้สอยกันคึกคัก ปัจจุบัน อินเดียประชากรระดับกลางประมาณ 300 ล้านคน รายได้เฉลี่ยราว 2,000-3,000 ดอลลาร์/ปี
o ภาคอุตสาหกรรมและบริการขยายตัว การที่อินเดียมีนโยบายเปิดเสรีเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้บริษัทต่างประเทศเริ่มสนใจลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะธุรกิจด้านไฮเทค ที่อินเดียได้เปรียบแหล่งลงทุนแห่งอื่นชัดเจนได้แก่ คอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลและเคมีภัณฑ์ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ บริการ outsource กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ เป็นต้น
o เนื่องจากอินเดียมีบุคลากรมีความรู้ความสามารถจำนวนมาก โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรม อีกทั้งยังใช้ภาษาอังกฤษได้ชำนาญ รวมถึงค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าบุคลากรในสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้บริษัทชั้นนำต่างประเทศ ใช้ฐานผลิตและบริการในอินเดีย จำนวนมาก o ก่อสร้างบูม รัฐบาลนายกรัฐมนตรี Atal Behari Vajpayee มีนโยบายปรับปรุงสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ขนานใหญ่ ซึ่งเป็นจุดอ่อนประเทศมานาน จึงใช้จ่ายเงินมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาถนนเส้นทางสำคัญๆ ทั่วประเทศ ปรับปรุงเส้นทางรถไฟ และระบบขนส่งมวลชน ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ก่อสร้างท่าเรือและท่าอากาศยานเพิ่มเติม โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรัฐบาลตั้งถึง 14 เขต เพื่อรองรับการลงทุนต่างประเทศ ก็มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย
o ดอกเบี้ยต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ ธนาคารกลางอินเดียรักษาดอกเบี้ยต่ำรอบปีที่ผ่านมา เฉลี่ยราว 6% ซึ่งเป็นอัตราต่ำมากในรอบ 31 ปี จึงช่วยกระตุ้นเกิดการกู้ยืมเงินระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย อัตราการขยายตัวสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มราว 35% ปี 2546 คาดว่ายังคงสดใสปีนี้ การที่ดอกเบี้ยต่ำ ยังจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมากู้ยืมเงิน เพื่อขยายกิจการมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ช่วงขาขึ้น
o ตลาดหุ้นอินเดียแจ่มใส การที่เศรษฐกิจอินเดียวี่แววแข็งแรงตั้งแต่ต้นปี 2546 โดยขยายตัว GDP รายไตรมาสเพิ่มต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นปัจจัยช่วยสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ให้ลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย เป็นเงินลงทุนต่างประเทศประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลดัชนีหุ้นเพิ่ม 73% รอบปีที่ผ่านมา
o เสถียรภาพการเมือง การที่นายกรัฐมนตรี Vajpayee บริหารจัดการประเทศได้ราบรื่น โดยเฉพาะควบคุมดูแลพรรคร่วมรัฐบาล ที่ประกอบด้วย 23 พรรคการเมือง ให้ทำงานร่วมกันได้ผล ทำให้ภาคเอกชนประกอบกิจการด้วยความมั่นใจ อีกทั้งการที่ผู้นำประเทศเปิดการเจรจาสันติภาพกับปากีสถานเป็นผลสำเร็จ เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ทำให้นายกรัฐมนตรี Vajpayee ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนท่วมท้น

ไทย-อินเดีย : ร่วมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
การที่อินเดียแนวโน้มเศรษฐกิจเข้มแข็ง แนวนโยบายเศรษฐกิจเปิดกว้าง รวมถึงให้ความสำคัญเพื่อนบ้านอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะไทย คาดอินเดียจะมีบทบาทสำคัญภูมิภาคแถบนี้จริงจัง ส่วนหนึ่ง เพราะเศรษฐกิจอาเซียนมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังวิกฤตเอเชีย 6 ปีที่แล้ว อีกทั้ง การที่จีนสนิทสนมกับอาเซียนชัดเจน เป็นอีกปัจจัยทำให้อินเดียต้องแสวงหาพันธมิตรย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน เพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจและการเมืองในอาเซียน
ในส่วนของ ประเทศไทยมีตถุประสงค์จะสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเอเชียส่วนใหญ่อยู่แล้ว โดยเฉพาะอินเดีย ที่ศักยภาพเศรษฐกิจสูง ไม่ว่าจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ ประกอบด้วยประชากรกว่า 1,000 ล้านคน จำนวนนี้ เกินครึ่งของประชากรทั้งประเทศ เป็นกลุ่มบุคคลอายุต่ำกว่า 25 ปี พร้อมจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดียภายหน้า อีกทั้งยังเป็นบุคลากรคุณภาพ มีความรู้ความชำนาญด้านวิทยาการสมัยใหม่ และเทคโนโลยีขั้นสูง
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ จะช่วยเกื้อหนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอินเดีย บังเกิดผลประโยชน์แก่กันและกันมากขึ้น สรุปประเด็นสำคัญดังนี้

ไทย-อินเดีย เปิดศักราชรับ FTA
การค้าระหว่างไทยกับอินเดียขยายตัวมากขึ้น ส่วนหนึ่ง เนื่องจากชาวอินเดียจะมีความต้องการสินค้าต่างประเทศมากขึ้น ตามความเข้มแข็งเศรษฐกิจอินเดีย อีกทั้งมาตรการเปิดเสรีการค้าระหว่างไทย-อินเดีย ซึ่งเริ่มเจรจากันแล้ว แม้จะมีอุปสรรคระหว่างหารือกันบ้าง เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า แต่เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศ ต่างเร่งหาทางออกแข็งขัน คาดว่าไทยและอินเดีย น่าจะเริ่มทยอยปรับลดภาษีขาเข้าระยะแรกระหว่างกันได้ภายในครึ่งหลังปี 2547 ภายใต้กรอบข้อตกลงเปิดการค้าเสรีเบื้องต้น ระหว่างไทยกับอินเดีย สินค้านำร่องที่กรุยทางสู่เปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทย-อินเดีย ประกอบด้วยสินค้า 84 รายการ ส่วนใหญ่ เป็นสินค้าที่ไทยส่งออกอินเดียอันดับต้นๆ อยู่แล้ว

การลดหย่อนภาษีขาเข้า ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย น่าจะส่งผลสินค้าส่งออกของไทยได้เปรียบด้านราคาตลาดอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปอินเดีย อัตราขยายตัวในเกณฑ์สูง กลุ่มสินค้าไทยอื่นๆ ที่น่าจะได้รับอานิสงส์ด้วย อาทิ รถยนต์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายใน เหล็ก-เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ฯลฯ ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมที่อินเดียวางใจคุณภาพ นำเข้าจากไทยจำนวนมาก ไทยกำลังผลักดันให้เปิดเสรีการค้าผลไม้สดที่มีชื่อเสียงของไทย เพราะการส่งออกผลไม้สดของไทยไปตลาดอินเดีย ยังมูลค่าค่อนข้างน้อย จึงควรประชาสัมพันธ์ให้คนอินเดียรู้จักและคุ้นเคยผลไม้ไทยจริงจัง เพื่อขยายลู่ทางส่งออกผลไม้ไทยไปอินเดียมากขึ้น ไทยขาดดุลการค้าอินเดียลดลง การค้าระหว่างไทยกับอินเดียสดใสมากรอบปี 2546 เพราะเศรษฐกิจอินเดียเฟื่องฟู เติบโตสูง ทำให้การส่งออกของไทยไปอินเดียพุ่ง 54% เป็นมูลค่าส่งออก 639 ล้านดอลลาร์ แนวโน้มขยายต่อเนื่อง ช่วงต้นปีนี้ การส่งออกอินเดียยังคงเข้มแข็ง
อัตราเพิ่ม 56% มูลค่า 118 ล้านดอลลาร์ ช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์
สถานการณ์ส่งออกสินค้าไทยไปอินเดียแจ่มใส ขณะที่นำเข้าสินค้าจากอินเดียค่อนข้างทรงตัว อัตราเพิ่ม 12.8% มูลค่านำเข้า 870 ล้านดอลลาร์ปี 2546 ส่งผลไทยขาดดุลการค้ากับอินเดียลดลง 35% เหลือขาดดุล 231 ล้านดอลลาร์ปี 2546 เทียบขาดดุล 357 ล้านดอลลาร์ปี 2545

อินเดียลงทุนไทยอันดับ 7 การที่เศรษฐกิจอินเดียแนวโน้มเข้มแข็งขึ้น เริ่มส่อแววธุรกิจต่างๆ ของอินเดีย แสวงหาพันธมิตรลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งในไทย โครงการลงทุนอินเดียขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) กระเตื้องรวดเร็วรอบปีที่ผ่านมา มูลค่าเงินลงทุน 3,445 ล้านบาทปี 2546 เทียบเงินลงทุน 145 ล้านบาทปี 2545 ส่งผลอินเดียเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 7 ในเอเชีย ที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ถัดจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ปี 2546
ก่อนหน้านี้ โครงการลงทุนอินเดียในไทย เคยทำสถิติสูงถึง 7,245 ล้านบาทปี 2541 แต่เมื่อเกิดวิกฤตการเงินเอเชีย ทำให้การลงทุนของอินเดียในไทยลดน้อยถอยลง
ไทยและอินเดียมีศักยภาพจะร่วมมือกันโครงการลงทุนต่างๆ ผสานผสมทักษะความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีของอินเดีย กับจุดแข็งของไทย ด้านทรัพยากรวัตถุดิบ และความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ อาทิ การลงทุนเทคโนโลยีชีวภาพ พันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีอวกาศ ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ กิจการโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ การผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพร เป็นต้น อดีต โครงการลงทุนอินเดียในไทย มักกระจุกตัวกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเคมีภัณฑ์ เป็นหลัก

ไทยลงทุนอินเดียอันดับ 3 การลงทุนของไทยในอินเดีย ไทยเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 3 กลุ่มอาเซียน ที่ลงทุนในอินเดีย รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ โครงการลงทุนของไทย ที่ได้รับอนุมัติลงทุนจากทางการอินเดีย มูลค่าสะสมรวมประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ ช่วงระหว่างปี 2534-2546 ส่วนใหญ่ เกิดช่วงแรกที่อินเดียเริ่มนโยบายเปิดประเทศปี 2534 แต่น่าเสียดาย วิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 ทำให้การลงทุนต่างประเทศของไทยซบเซา

ปัจจุบัน การที่เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น ทำให้อินเดีย น่าจะเป็นแหล่งลงทุนของไทยอย่างดี โดยเฉพาะกิจการที่นักธุรกิจไทยเชี่ยวชาญสูง ได้แก่ ธุรกิจบริการท่องเที่ยว กิจการโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารเนื่องจากอินเดียยังขาดแคลนการพัฒนาด้านนี้ น่าสังเกตว่า การที่อินเดียเป็นประเทศต้นตำรับเล่นโยคะ อายุรเวชและสปา แต่ขาดการบริหารจัดการมืออาชีพ นักธุรกิจไทยที่มีประสบการณ์ช่ำชองจัดทัวร์สุขภาพ น่าจะมีโอกาสร่วมลงทุนกับอินเดียธุรกิจนี้

ชาวอินเดียเป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดกลุ่มเอเชียใต้ ที่เดินทางท่องเที่ยวไทย ชาวอินเดียเที่ยวเมืองไทยเฉลี่ยสูงกว่า 200,000 คนต่อปีช่วงระหว่างปี 2544-2546 ไทยรับรายได้ด้านท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเฉลี่ยราว 7,500 ล้านบาทต่อปีช่วงเดียวกัน คาดชาวอินเดียแนวโน้มจะเดินทางท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจอินเดียสดใส ผนวกค่าเงินรูปีอินเดียเข้มแข็ง ทำให้ชาวอินเดียมีพลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ประกอบกับทางการไทยและอินเดีย บรรลุข้อตกลงเปิดน่านฟ้าเสรีระหว่างกันปลายปี 2546 รวมทั้งเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองสำคัญอินเดีย 4 แห่ง จึงช่วยอำนวยความสะดวกด้านเดินทางให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดียมากขึ้น

นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเยือนอินเดียอันดับ 1 กลุ่มเอเชียใต้ ประมาณการคนไทยเดินทางท่องเที่ยวอินเดีย มากกว่า 20,000 คนปี 2546 เทียบนักท่องเที่ยวไทยเฉลี่ย 16,000 คนต่อปี ช่วงระหว่างปี 2544-2545 เสียค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวอินเดียประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี การที่รัฐบาลอินเดียทุ่มเงินงบประมาณมูลค่า 200 ล้านบาท เพื่อจัดโครงการรณรงค์ด้านท่องเที่ยว ภายใต้คำขวัญ "มหัศจรรย์อินเดีย" (Incredible India) ตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา เป็นมาตรการหนึ่ง ที่ทางการอินเดียต้องการจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวไทย สัมผัสความสุขหลากหลาย จากการเดินทางเยือนอินเดีย ที่สวยงาม ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ รวมถึงภูมิประเทศ และธรรมชาติ ที่คละเคล้าระหว่างเมืองร้อนและเมืองหนาว ทุกรูปแบบ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่รสนิยมต่างกัน สามารถเดินทางเที่ยวอินเดีย และพบความบันเทิงเหมือนกันอย่างคุ้มค่า คาดนักท่องเที่ยวไทยแนวโน้มจะเดินทางเที่ยวอินเดียมากขึ้นปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ทัวร์ไปอินเดียก็สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะทัวร์เที่ยวชมสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา และหมู่เกาะสวยงามอินเดีย ในทะเลอันดามัน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียกำลังงอกงาม แนวโน้มจะเพิ่มพูนความร่วมมือการค้า ลงทุน และท่องเที่ยว ซึ่งกันและกัน มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไทยและอินเดีย ต่างกำลังเร่งรัดพัฒนาศรษฐกิจกันยิ่งยวด ซึ่งจะเกื้อหนุนกันได้อย่างดี โดยเฉพาะอินเดีย กำหนดทิศทางเศรษฐกิจชัดเจน ว่าอินเดีย จะก้าวสู่เศรษฐกิจและสังคมแห่งความรู้ (Knowledge Economy) เพื่อรองรับเป็นประเทศอุตสาหกรรมเต็มตัวปี 2020 รวมทั้งเป็นศูนย์กลางบริการ และแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะได้ร่วมมือเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจใกล้ชิดกับอินเดียวันนี้ และต่อไป
24 พ.ค. 47

แหล่งข่าว: ผู้จัดการออนไลน์ ์
ไทย-อินเดีย : คู่แข่ง-คู่ค้าอัญมณีและเครื่องประดับ…ที่น่าจับตามอง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ไทย การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย คงจะไม่มีผลกระทบนโยบายการบริหารงานของอินเดียมากนัก คาดว่านโยบายการค้าระหว่างประเทศส่วนเปิดเขตการค้าเสรี น่าจะเป็นไปตามแผนเดิมที่รัฐบาลไทยและอินเดีย ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 เพราะนายมานโมหัน ซิงห์ (Manmohan Singh) ผู้ก้าวดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นผู้ผลักดันใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจมาตลอด สาระสำคัญร่างกรอบตกลงดังกล่าว ครอบคลุมการเปิดเสรีด้านต่างๆ ด้านการค้า ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าบางส่วนทันที (Early Harvest Scheme) ครอบคลุม 84 รายการ สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เป็น 1 ใน 84 รายการที่จะลดภาษีนำเข้า ตามกรอบตกลงข้างต้น อัญมณีและเครื่องประดับที่เร่งลดภาษีนำเข้า ประกอบด้วย 4 รายการ คือ พลอยที่ยังไม่ได้เจียระไน (HS 710310) อัญมณีสังเคราะห์ (HS 710490) ฝุ่นและผงของเพชร (HS 710510) และเครื่องประดับแท้ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงิน (HS 711319) ารลดภาษี จะทยอยลดแต่ละปี 50% 75% และ 100% ของอัตราภาษี MFN (Most Favored Nations) เป็นอัตราที่ใช้สำหรับประเทศสมาชิก WTO ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2547 ถึง 1 มีนาคม 2549 แม้ระดับตลาดโลก อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดีย จะเป็นคู่แข่งของไทย ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จากมูลค่าส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของอินเดีย ที่เพิ่มกว่า 100 เท่าภายใน 30 ปี จากมูลค่าส่งออก 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐปี 2511 เพิ่มเป็น 8,878.2 ล้านดอลลาร์ปี 2545 ตามรายงาน Global Trade Atlas ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 4 ตลาดโลก รองจากเบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร 10 เดือนแรกปี 2546 อินเดียส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมูลค่า 8,634 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.74% เทียบช่วงเดียวกันปี 2545 อัญมณีและเครื่องประดับที่สร้างรายได้ให้อินเดียมากที่สุด คือเพชรเจียระไนแล้ว สัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมของอินเดียแต่ละปี จนนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางเจียระไน และค้าเพชร สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ขณะที่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ก็พัฒนารวดเร็วเช่นกันช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอุตสาหกรรมมีบทบาท และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมก่อเกิดจ้างงานจำนวนมาก หรืออุตสาหกรรมก่อเกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการผลิตเครื่องประดับ รายงานกรมเจรจาการค้า ปี 2546 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมูลค่า 2,514.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15.9% สินค้าส่งออกสำคัญ คือเครื่องประดับแท้และเพชร สัดส่วนรวมกันไม่ต่ำกว่า 70% ของมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวม เครื่องประดับแท้ ส่งออกเพิ่มขึ้น 12% ไทยยังเป็นประเทศหนึ่งได้รับการยอมรับกว้างขวาง ในฐานะศูนย์กลางเจียระไนอัญมณีสำคัญของโลก โดยเฉพาะการเจียระไนพลอย และหุงพลอย ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกพลอยสำคัญอันดับ 3 ตลาดโลก รองจากฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ยังเป็นแหล่งส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญอันดับ 13 ของโลก แต่เมื่อพิจารณาการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับอินเดีย แนวโน้มขยายตัวมากขึ้น รายงานกรมเจรจาการค้า ไตรมาสแรกปี 2547 หลังจากทั้ง 2 รัฐบาลบรรลุการเจรจาระดับนโยบาย ตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย รวมถึงนโยบายส่งเสริมการค้ากลุ่มประเทศตลาดใหม่ ที่อินเดียเป็น 1 ในตลาดกลุ่มเป้าหมายของไทย ส่งผลการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยและอินเดีย กระเตื้องชัดเจนเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 2546 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอินเดียเพิ่มถึง 182.6% สินค้าที่อินเดียนำเข้าจากไทยมากอันดับ 1 คือพลอย 78% ของมูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปอินเดียโดยรวม ตามด้วยเพชรและเครื่องประดับแท้ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากอินเดียเพิ่มขึ้นเช่นกัน 57.9% เมื่อเทียบไตรมาสแรกปี 2546 อัญมณีและเครื่องประดับที่ไทยนำเข้าจากอินเดียมากที่สุด คือเพชร สูงถึง 91.5% ของมูลค่านำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวม ปี 2546 การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับอินเดียลดลง ทั้งส่วนส่งออกและนำเข้า ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปอินเดียมูลค่า 14.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 32.6% ไทยนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากอินเดียมูลค่า 206 ล้านดอลลาร์ ลดลงเช่นกัน 1.1% เมื่อการลดหย่อนภาษีนำเข้า ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย ดำเนินการเป็นรูปธรรม และโครงการสนับสนุนขยายการส่งออกสู่ตลาดใหม่ประสบความสำเร็จ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อัญมณีและเครื่องประดับของไทย น่าจะได้เปรียบด้านราคาตลาดอินเดียมากขึ้น จะนำไปสู่โอกาสขยายตลาดอัญมณีและเครื่องประดับไทย ตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่เศรษฐกิจในประเทศแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และกำลังเป็นตลาดเกิดใหม่ ที่ได้รับความสนใจจากพ่อค้า นักธุรกิจ และนักลงทุนจากต่างประเทศ มากขึ้นตามลำดับ แม้จะเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย แต่เชื่อว่า อินเดียจะยังคงเปิดเขตการค้าเสรีตามแผนเดิม และยึดนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไป เชื่อว่าไม่เฉพาะอัญมณีและเครื่องประดับ 4 รายการ ที่ลดภาษีนำเข้าเท่านั้น ที่จะมีโอกาสดีขึ้นในอินเดีย แต่สินค้ารายการอื่นๆ เช่น เครื่องประดับแท้ ก็น่าจะสดใสขึ้นด้วย อินเดีย จึงเป็นตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยไม่ควรมองข้าม รวมถึงตลาดเอเชียใต้ ที่ภาพเศรษฐกิจโดยรวม ยังมีโอกาสขยับขยายต่อไปอนาคต เป็นกลุ่มตลาดใหม่ เป้าหมายของไทยปัจจุบันมากขึ้น

โดยอาศัยอินเดียเป็นประตูการค้าเจาะตลาด เพราะอินเดียเป็นประเทศทำการค้าใกล้ชิดประเทศเอเชียใต้ โดยเฉพาะปากีสถาน เป็นเวลานาน ทราบความต้องการสินค้าผู้บริโภคกลุ่มประเทศเอเชียใต้ลึกซึ้งกว่าไทย ทั้งรูปแบบและสีสัน ที่เป็นที่นิยม กล่าวคือ หากผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีโอกาสทำการค้ากับผู้ประกอบการอินเดียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค้าขายโดยตรง หรือร่วมงานแสดงสินค้าต่อเนื่อง ย่อมส่งผลสินค้ากลุ่มนี้ของไทย เป็นที่รู้จักวงกว้างยิ่งขึ้น ทั้งในอินเดีย และตลาดเอเชียใต้ ขณะเดียวกัน รายงานสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (The Gem and Jewelry Institute of Thailand) เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอินเดีย

อินเดียเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ (เพชรก้อน) ง่ายด้วย เนื่องจากมีตัวแทนการค้าของเดอ เบียร์สตั้งอยู่ในประเทศถึง 41 ราย หรือ 25% ของตัวแทนการค้าทั้งหมดของเดอ เบียร์ส นักธุรกิจอินเดีย ยังเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ ทั้งเพชรและพลอยสีทุกแห่ง และมีความสามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกในประเทศ ที่มีแหล่งวัตถุดิบอย่างดี จึงน่าจะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทย รายที่สามารถสร้างสายสัมพันธ์ดีกับนักธุรกิจอินเดีย เพราะเปิดโอกาสเข้าใกล้แหล่งวัตถุดิบมากขึ้น จะนำมาซึ่งการสร้างรายได้เข้าประเทศมูลค่าเพิ่มขึ้นอนาคต ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย ประกอบกับการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ที่ให้ความสำคัญขยายตลาดอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่ตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจริงจัง และต่อเนื่อง และการสนับสนุนภาครัฐ ที่ต้องการยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่น ตามโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ย่อมเปิดโอกาสดี ขยายตลาดอัญมณีและเครื่องประดับไทยกว้างขวางยิ่งขึ้นอนาคต ไม่เฉพาะตลาดอินเดียเท่านั้น ยังรวมถึงตลาดเอเชียใต้ และตลาดโลก แต่แผนงานหรือนโยบายต่างๆ ต้องดำเนินไปได้มีประสิทธิภาพ บุคคลากรต้องพัฒนาฝีมือ และติดตามความก้าวหน้าเทคโนโลยีผลิตสม่ำเสมอ รวมถึงควรร่วมมือกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนแสวงหาโอกาสใหม่ๆ การลงทุน และลู่ทางเพิ่มมูลค่าการค้าต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสก้าวสู่ศูนย์กลางค้าพลอยสีและเครื่องประดับใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอนาคต เหมือนดังอินเดียสามารถเป็นศูนย์กลางการเจียระไนและค้าเพชร สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า หากไทยและอินเดียเดินหน้าสานต่อความสัมพันธ์กันทางการค้าต่อเนื่อง ย่อมเป็นคู่ค้าและคู่แข่ง ที่ผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกไม่ควรมองข้าม เพราะทั้ง 2 ประเทศ ต่างเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมีศักยภาพ และเป็นที่ยอมรับกว้างขวางตลาดระดับโลก ที่มีโอกาสก้าวขึ้นมีบทบาทมากขึ้นแน่นอนอนาคต
5 เมษายน 2547

แหล่งข่าว : ไทยโพสต์
อินเดียอัดFTAไทยภัยคุกคาม หวั่นรถยนต์เจ๊ง-ร้องรัฐอุ้ม
"ปานปรีย์" เผยนักธุรกิจอินเดียต่อต้านการทำเอฟทีเอกับไทย หวั่นภาคการผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ โทรศัพท์ไร้สาย โทรทัศน์สี ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศเจ๊ง

ถึงขั้นกล่าวหาเอฟทีเอไทยเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อผู้ประกอบการ อินเดียร้องรัฐบาลภารตระเตรียมมาตรการรองรับ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้นักธุรกิจอินเดียคัดค้านการจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะกับไทย เพราะเกรงว่าผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวไม่ทัน ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และสูญเสียประโยชน์ โดยเฉพาะภาคการผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ โทรศัพท์ไร้สาย โทรทัศน์สี ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ขณะเดียวกัน ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์อินเดียได้ประเมินว่า ผู้ผลิตรถยนต์จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการทำเอฟทีเอกับไทย และเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ของอินเดียอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ของไทยพัฒนาก้าวหน้ากว่าอินเดียมาก "ภาคการผลิตของอินเดียประเมินว่าอาจไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร แต่ไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ของอินเดีย โดยเฉพาะไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของอินเดียเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุตสาหกรรมรถยนต์" นายปานปรีย์กล่าว

นอกจากนี้ นักธุรกิจอินเดียไม่คาดหวังว่าการทำเอฟทีเอจะดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่จากไทย ซึ่งจากกระแสความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้สหพันธ์อุตสาหกรรมของอินเดีย เรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยให้ความสำคัญอันดับแรกกับการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และปฏิรูปภาคแรงงานเพื่อรองรับเอฟทีเอ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเอฟทีเอไทย-อินเดียจะยังคงเดินหน้าต่อไป
 
     
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved