สรุปผลการสัมมนา เรื่อง
"การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับประโยชน์และผลกระทบ
การเปิดเสรีภาคการเงินภายใต้กรอบ FTA ไทย-สหรัฐฯ" เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549
|
| |
|
| |
จากการสัมมนาที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 ณ ห้องวอร์เตอร์เกทบอลลูม ชั้น 6 โรงแรมอามารีวอร์เตอร์เกท กรุงเทพฯ ที่ผ่านมานั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาในวันดังกล่าวเห็นด้วยกับการเปิดเสรีเป็นขั้นตอนในแนวทางที่ได้เสนอไปในรายงานการวิจัย แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าสัมมนามีความเห็นว่า
น่าจะมีความเชื่อมโยงกันระหว่างภาคบริการการเงินมากกว่านี้เนื่องจากใน ปัจจุบันแต่ละภาคมีความเกี่ยวข้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ยกประเด็นที่น่าสนใจ
และประเด็นจำเพาะในแต่ละภาคธุรกิจซึ่งควรคำนึงถึงในการเปิดเสรีอีกด้วย เช่น ผลกระทบของการเปิดเสรีต่อชุมชนชนบท แนวโน้มความขาดแคลนของบุคคลากรในภาคการเงิน
และมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบเชิงลบ และทั้งในสัมมนานี้และในการสัมมนาระดมสมองที่ได้จัดขึ้นก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2005 นั้น ผู้ประกอบการได้เรียกร้องให้เปิดเผยกรอบเวลา ในการเปิดเสรีที่แน่นอนก่อนเพื่อให้มีเวลาปรับตัวก่อนที่จะสายเกินไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการเห็นนโยบายที่ชัดเจนจากทางการ เช่น กรอบระยะเวลาการ เปิดเสรี แรงจูงใจสำหรับการควบรวมเพื่ออำนวยการปรับตัวสู่สภาพแวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปิดเสรี
เช่น กลุ่มผู้ที่อาจสูญเสียอาชีพและประชาชนในชนบท ซึ่งรายละเอียดต่างๆ มีดังที่สรุปไว้ต่อไปนี้
- มีการยกความกังวลต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ในรายงานแล้ว ซึ่งได้แก่
- ภาค non-bank นั้นยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้เกิดความไม่เสถียรภาพทางการเงินได้
- การอนุญาตให้ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้น อาจทำให้ช่องว่างระหว่างเงินออกและการการลงทุนแย่ลง
- แต่ละธุรกิจในภาคการเงินขณะนี้มีแนวโน้มที่จะมารวมตัวกันเป็นกลุ่มการเงิน (financial conglomeration) มากขึ้น เนื่องจากเส้นแบ่งระหว่าง ประเภทของบริการการเงินเริ่มไม่ชัด ซึ่งสังเกตุได้จากธนาคารหลายแห่งที่มีบริษัทลูกในธุรกิจประกันภัย หลักทรัพย์ และจัดการกองทุนอยู่แล้ว ดังนั้นกรอบ การเปิดเสรีควรคำนึงถึงประเด็นนี้ด้วย ความล้มเหลวในภาคธุรกิจการเงินภาคใดภาคหนึ่งน่าจะมีผลกระทบต่อภาคการเงินอื่นด้วย
- ผู้วิจารณ์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่ามีความจำเป็นที่จะควบรวมในภาคการเงิน แต่ยังมีคำถามอยู่ว่าการหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์หรือการรวมตัวกันเป็น กลุ่มการเงินเป็นทางที่ดีกว่า ซึ่งในทางหนึ่ง ทางออกแรกอาจดีกว่าสำหรับบรรษัทภิบาล แต่อย่างไรก็ตามพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นไปได้สำหรับผู้ที่มี ฐานลูกค้าใหญ่เท่านั้น หากทางการตัดสินใจว่าการควบรวมเป็นทางออกที่ดีที่สุดก็ควรจะมีมาตรการจูงใจทางภาษีให้ด้วย
- ควรจะมีการชดเชยให้แก่ธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ซึ่งอาจจะเป็นการชดเยด้วยเงินหรือสิ่งที่เท่าเทียมกันก็ได้ การมีการ ควบรวมเกิดขึ้นจริง การแข่งขันจะทำให้ต้องมีการปิดกิจการ อาจมีผู้ที่สูญเสียอาชีพ ซึ่งรัฐบาลควรจะช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบทางสังคม
- มีความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจต้มตุ๋น เนื่องจากคำจำกัดความของนักลงทุนในข้อตกลง FTA นั้นกว้าง และนอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าคำจำกัดความที่ กว้างอาจทำให้ปริมาณทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินได้*
- ธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยมีความผันผวนมากและมีการแข่งขันเพื่อช่วงชิงค่า commission จากการซื้อขายหลักทรัพย์สูง กรอบระยะเวลาการ เปิดเสรีต้องให้เวลาในการปรับตัวเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์มีเวลาในการกระจายฐานรายได้ก่อน
|
| |
- มาตรการอื่นเพื่อให้การแข่งขันอยู่บนฐานที่เท่าเทียมกัน ได้แก่
- ข้อผูกพันทางสังคมที่ธนาคารไทยต้องแบกรับไว้ควรจะลดลง หรืออย่างน้อยให้เท่าเทียมกับธนาคารต่างชาติเพื่อไม่ให้เสียเปรียบ
- ควรจะมีการคิดภาษีบริการการเงินข้ามพรมแดนเพิ่ม
- ภาคเอกชนต้องการทิศทางของนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐเพื่อจะได้เตรียมพร้อมได้อย่างถูกต้อง การเปิดเสรีควรจะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และ หากจำเป็นภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจเพื่อช่วยในการปรับตัวด้วย
|
|
| |
- ควรจะมีการชดเชยให้แก่ธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ซึ่งอาจจะเป็นการชดเยด้วยเงินหรือสิ่งที่เท่าเทียมกันก็ได้ การมีการ ควบรวมเกิดขึ้นจริง การแข่งขันจะทำให้ต้องมีการปิดกิจการ อาจมีผู้ที่สูญเสียอาชีพ ซึ่งรัฐบาลควรจะช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบทางสังคม
- มีความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจต้มตุ๋น เนื่องจากคำจำกัดความของนักลงทุนในข้อตกลง FTA นั้นกว้าง และนอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าคำจำกัดความที่ กว้างอาจทำให้ปริมาณทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินได้*
- ธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยมีความผันผวนมากและมีการแข่งขันเพื่อช่วงชิงค่า commission จากการซื้อขายหลักทรัพย์สูง กรอบระยะเวลาการ เปิดเสรีต้องให้เวลาในการปรับตัวเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์มีเวลาในการกระจายฐานรายได้ก่อน
|
| |

|
- หลังการการเปิดเสรี มีความเป็นได้ว่าจะมีการขาดแคลนบุคคลากรในภาคการเงินเนื่องจากผู้ประกอบการ ต่างชาติมีศักยภาพในการว่าจ้างบุคคลกรคุณภาพสูงมากกว่า ดังนั้นควรจะมีมาตรการเพื่อสร้างอุปทานของบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถในภาคการเงินมากขึ้น
- โดยทั่วไปแล้ว จะพบได้ว่าผู้ประกอบการสหรัฐฯมักจะไม่เข้าสู่ตลาดที่เล็กเกินไป ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่น่าจะมีผู้ประกอบการสหรัฐฯ ใหม่เข้ามามาก อย่างน้อย ในภาคธุรกิจหลักทรัพย์
- การติดตามดูแลของผู้กำกับดูแลภาคการเงินนั้นต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งต่อเนื่องจากประเด็นนี้ การออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์น่าจะรวมเป็นใบเดียวเพื่อทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น
|
| |
- เพื่อเกื้อหนุนการพัฒนาของตลาดทุนไทย ทางการน่าจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งอย่างน้อยกำไร ทั้งหมดก็จะไม่ถูกส่งออกนอกประเทศ
- ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศได้ก็ตาม นักลงทุนไทยยังไม่ให้ความสนใจมากนัก แต่ประเด็นนี้ไม่ได้มาจากความไม่กล้ารับความเสี่ยง แต่เพราะกฎการลงทุนนั้นเข้มงวดทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังนั้นไม่มากพอ ซึ่งขณะนี้นักลงทุนไทยที่ลงทุนต่างประเทศมากที่สุดคือ กบข.
- ในประเด็นเรื่องการให้คำปรึกษาด้านเงินข้ามพรมแดนในกิจกรรม merger and acquisition นั้น มีความกังวลว่าต่างชาติมีความเชี่ยวชาญด้าน leveraged buyout มากกว่า ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพได้** นอกจากนี้ยังมีความเชี่ยวชาญใน structured products ซึ่งอาจส่งผลกระทบเช่นกัน
- สำหรับในภาคประกันชีวิต ขณะนี้ประชาชนไทยแค่ 16% เท่านั้นมีกรมธรรม์ เงินในธุรกิจนี้มีมากถึง 5 แสนล้านบาทซึ่ง 90% เป็นการลงทุน นอกจากนี้การ ประกันชีวิตระยะยาวยังเป็นเสมือนการลงทุนระยะยาวอีกด้วย ซึ่งทำให้ภาคประกันชีวิตมีความเกี่ยวโยงกันภาคการเงินอื่นสูง
- ภายใต้การเจรจาแบบ negative list มีความกังวลว่าอาจมีช่องโหว่ซึ่งทำให้บริษัทประกันต่างชาติได้รับประโยชน์เหนือบริษัทประกันไทยได้
- ขณะนี้การแข่งขันในภาคธุรกิจประกันภัยนั้นขับเคลื่อนโดยทั้งผลิตภัณฑ์และราคามากกว่าความสัมพันธ์
- มีคำถามว่าผู้บริโภคมีความพร้อมที่จะแบ่งแยกระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ดีและไม่ดีแล้วหรือยัง มุมมองทั่วไปยังเป็นว่าผู้บริโภคทั่วไปยังไม่พร้อมจึงต้องมีการ กำกับดูแลที่ดีขึ้นและเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้บริโภคด้วยในการแบ่งแยกด้วย
- ผู้วิจารณ์ในภาคประกันภัยเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์การเปิดเสรีในภาพรวม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการกำกับดูแลสาขาของบริษัทต่างประเทศเพื่อให้อยู่ บนพื้นฐานการแข่งขันเดียวกันกับผู้ประกอบการอื่น นอกจากนี้ควรมีการดูแลนายหน้าให้ขายแต่กรมธรรม์ที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ซึ่งในความเป็นจริงในปัจจุบัน นั้นสามารถเลี่ยงได้และขายกรมธรรม์ที่อาจแฝงมากับบริการอื่นๆ
- ภาค non-bank นั้นมีความโอนเอียงไปทางสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคมาก ขณะนี้ 37 บริษัทที่จดทะเบียนกับสมาคมเช่าซื้อนั้นมีสินทรัพย์มากถึง 3 แสนล้านบาท ภาค non-bank มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินสูงผ่านการออกพันธบัตรและตราสารหนี้เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนไทยส่วนมากมีความชื่นชอบที่จะถือตราสารที่ออก โดยสถาบันต่างชาติอยู่แล้ว เช่น GE Capital และในขณะนี้ยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจัดการต่อไป
- สถาบันการเงินต่างชาติเช่น Citibank ไม่ได้มองภาคการเงินต่างๆอย่างแบ่งแยก แต่มองเป็นการบริการแบบบูรณาการ เช่น การมองอย่าง 5 I ได้แก่ investment, institution, individual, insurance, information technology ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะให้บริการการเงิน การลงทุน และประกัน แก่ทั้งลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายย่อยโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้มากที่สุด ภาคการเงินไทยจึงน่าจะได้ประโยชน์จากการนำเข้ามืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากต่าง ชาติเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและมุมมองแบบนี้
- ในภาคประกันชีวิต การควบรวมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพราะ solvency margin เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ควรอยู่ในระดับที่สูงเพื่อความมั่นคง นอกจากนี้ผู้วิจารณ์ ภาคประกันภัยยังได้ให้ความเห็นว่าการมีเงินอย่างเดียวนั้นไม่พอสำหรับการปรับตัวแต่ต้องมีเวลาให้คุ้นเคยกับระบบใหม่ก่อนด้วย และได้เสนอว่าควรมีเวลาอย่างน้อย 10 ปีเพื่อปรับตัว และอาจมากถึง 15 ปีสำหรับประกันวินาศภัย
- ที่ผ่านมา ทางการไม่ได้พูดถึงผลกระทบต่อประชาชนในชนบทมากนัก ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดและอาจถูกทอดทิ้งในกระบวนการเปิดเสรี กลุ่มนี้จำเป็นต้อง ได้รับการดูแล อาจจะโดยธนาคารของรัฐหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็ได้
* ประเด็นนี้ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และต้องแน่ใจว่าไทยสามารถใช้มาตร การเพื่อบริการทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้
** Leveraged buyout คือการกู้เงินเพื่อมาซื้อบริษัท ซึ่งในอีกทางหนึ่งอาจเสริมสร้างบรรษัทภิบาลได้ เหมือนกัน |
| |
Back to Top
<< Back to FTA ไทย-สหรัฐ : ผลกระทบและมาตรการ |