วันที่ ประเด็นข่าว/เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่สำคัญ
9 กรกฎาคม 2547

แหล่งข่าว: ผู้จัดการ

รัฐบาลทุ่มงบตั้งกองทุนหมื่นล้าน

ผู้จัดการรายวัน-รัฐบาลทุ่มงบหมื่นล้าน ตั้งกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากการทำ FTA
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่ประเทศไทยได้มีการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และกำลังเจรจากับประเทศนิวซีแลนด์นั้น รัฐบาลเกรงว่าอาจจะมีผลกระทบต่อภาคการเกษตร จึงได้มีมาตรการในการสร้างความมั่นใจและช่วยเหลือเกษตรกร โดยมอบงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแนวทาง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการทำ FTA ในกลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ไก่ กุ้ง ปลา เนื้อสัตว์ นม นมผง สินค้าประเภทผักผลไม้ เช่น ทุเรียน ลำไย สับปะรด มังคุด เงาะ หรือสินค้าสมุนไพร

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้วางแนวทางการดำเนินงานโดยจะนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้แบ่งเป็นโครงสร้างใหญ่ๆ ดังนี้ คือ

1. การปรับโครงสร้างการผลิตจากสินค้าที่ได้รับผลกระทบไปยังสินค้าทางการเกษตรชนิดใหม่

2.การพัฒนาระบบคุณภาพของสินค้าตลอดจนการแปรรูป และการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าภาคการเกษตร 3.การพัฒนาอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกรในกลุ่มสินค้าการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า เช่น เสริมสร้างอาชีพหัตถกรรมแปรรูป การบริหารและบริการสินค้าเกษตร
“การนำเงินจากกองทุนไปใช้ จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันตั้งหลักเกณฑ์ ซึ่งกระทรวงฯ จะเสนอรายละเอียดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเร็วๆ นี้

ส่วนการพิจารณาว่าสินค้าใดได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้แล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือในอนาคต”นายสมศักดิ์กล่าว
- เส้นทางจากหนองคายเข้าสู่เวียงจันทน์ ประเทศลาว จากนั้นเข้าสู่ประเทศเวียดนาม และผ่านเข้าสู่ประเทศจีนทางเมืองหนานหนิง เขตการปกครองอิสระกวางสี
- เส้นทางจากอ.แม่สาย จ.เชียงราย เข้าสู่ประเทศพม่าทางด่านท่าขี้เหล็ก ผ่านเมืองยองและเข้าสู่ประเทศจีนทางเมืองเหมิ่นซ่ง เพื่อเข้าสู่สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน โดยมีระยะทาง 240 กิโลเมตร
- เส้นทาง จากอ.แม่สาย จ.เชียงราย เข้าสู่ประเทศพม่าทางด่านท่าขี้เหล็ก ผ่านเมืองเชียงตุง แล้วเข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน มีระยะทาง 253 กิโลเมตร

8 กรกฎาคม 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ

"นำเข้าสินค้าจีนครึ่งปีงบฯ โตเกิน100%"

นายด่านเชียงแสน เปิดข้อมูลการค้าชายแดนผ่านแม่น้ำโขงครึ่งปีงบประมาณ ส่งออกขยายตัวลดลง มีมูลค่าส่งออกทั้งสิ้น 1,778.44 ล้านบาท ขณะนำเข้าขยายตัวสูงกว่าปีก่อนทั้งปี มีมูลค่าทั้งสิ้น 1,048.6 ล้านบาท แต่ยังมั่นใจทั้งปีไทยยังเกินดุลการค้า นายวินัย ฉินทองประเสริฐ นายด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงการค้าชายแดนทางเรือในแม่น้ำโขงในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2547 ( ตุลาคม 2546 - มิถุนายน 2547) ในด้านการส่งออกมีมูลค่า 1,778.44 ล้านบาท ขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีมูลค่าการส่งออก 1,953.22 ล้านบาท ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1,048.61 ล้านบาท ซึ่งมีมากกว่าการนำเข้าตลอดทั้งปีงบประมาณ 2546 ถึง 345 ล้านบาท หรือร้อยละ 49 โดยส่วนใหญ่เป็นการค้ากับประเทศจีนเกือบทั้งหมด

สาเหตุที่การนำเข้ามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมนั้น เกิดจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะการคมนาคมทางแม่น้ำโขงมีความสะดวกมากขึ้น และการมีข้อตกลงลดภาษีสินค้าเกษตรและผลไม้ไทย-จีน 0% หรือเอฟทีเอ ทำให้มูลค่าการนำเข้าพืชผักและผลไม้จากจีนมีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะแอปเปิล และสาลี่ สำหรับการนำเข้าพืชผัก และผลไม้ ตามข้อตกลงเอฟทีเอไทย-จีน ในเดือนมกราคม แบ่งเป็นนำเข้า แอปเปิล 9,813,697 บาท, สาลี่ 7,674,192 บาท และเห็ดหอมแห้ง 2,319,232 บาท เดือนกุมภาพันธ์ นำเข้าสาลี่ 3,698,500 บาท, แอปเปิล 2,795,640 บาท และผักสด 1,678,719 บาท เดือนมีนาคม นำเข้าเห็ดหอมแห้ง 2,270,170 บาท, แอปเปิล 1,797,853 บาท, ผักสด 1,503,108 บาท, สาลี่สด 1,237,526 บาท เดือนเมษายน นำเข้าผักสด 1,428,416 บาท, เดือนพฤษภาคม นำเข้าผักสด 2,994,016 บาท และเห็ดหอมแห้ง 2,540,065 บาท ล่าสุดเดือนมิถุนายน นำเข้าผักสด 4,958,358 บาท

7 กรกฎาคม 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
"พินิจ" เปิดด่านส่งผลไม้บุกสิบสองปันนา

รมว.พินิจ มั่นใจการเปิดเส้นทางขนส่งผลไม้ไทยจาก จ.เชียงราย-สิบสองปันนา คาดสร้างรายได้กว่าปีละ 3 พันล้านบาท เหตุเพราะตลาดจีน ยังมีความต้องการผลไม้ไทยสูง เพิ่มทางเลือกแก้ปัญหาความล่าช้าการขนส่งทางเรือ เชื่อว่าเส้นทางใหม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวตลาดผลไม้ไทยในจีน นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างไทย-จีน จากจุดผ่านแดน ณ ด่านศุลกากร อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่า การเปิดเส้นทางครั้งนี้ได้มีคณะตัวแทนของนางคุน สายุ่ย ประธานฝ่ายเศรษฐกิจ นายหั้น เหวิน หยง อธิบดีกรมการเกษตร จากแคว้นสิบสองปันนาประเทศจีนเข้าร่วม

ในเขตภาคเหนือของไทยมีความได้เปรียบตรงที่มีเขตติดต่อกับมณฑลต่างๆ กับจีนตอนใต้ อาทิ ยูนนาน สิบสองปันนา รวมถึง ลาว และพม่า จึงถือว่ามีความเหมาะสมที่จะผลักดันเพื่อให้เป็นจุดศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุน และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางดังกล่าวถือว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่รัฐบาลไทยต้องการนำร่องเพื่อนำสินค้าประเภทผลไม้และสินค้าเกษตรอื่นๆ จากไทยไปสู่ตลาดกระจายสินค้าในแคว้นสิบสองปันนา ถือว่าเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าและเชื่อมสินค้าไปสู่มณฑลต่างๆ ของประเทศจีนได้สะดวกยิ่งขึ้น ในระยะเริ่มต้นจะมีรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ วิ่งขนผลไม้จากประเทศไทยอย่างน้อยวันละ 20 ตู้ ในระยะทาง 400 กิโลเมตรเริ่มจากถนนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา-เชียงรุ้ง-คุนหมิง และมลฑณยูนนาน ซึ่งถือว่าเป็นการขนส่งที่ใช้เวลาน้อยลง เพราะที่ผ่านมาผลไม้ไทยไม่สามารถที่เจาะตลาดผลไม้จีนได้เพราะมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการขนส่ง ที่ต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้เน่าเสีย กว่าจะถึงจุดขนถ่ายและกระจายสินค้าในจีน

"มูลค่าการซื้อขายจากการเพิ่มช่องทางขนส่งเส้นทางใหม่ครั้งนี้ อีกประมาณ 3 พันล้านบาทต่อปี ไม่รวมมูลค่าการค้าในจุดผ่านแดนอื่นๆ ของไทยกับจีน และมั่นใจว่าอนาคตการส่งออกผลไม้ไทยไปสู่จีนมีแนวโน้มที่ดีมาก เพราะคนจีนชอบผลไม้ไทยมาก โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด ลำไย มะขาม แต่เราไม่สามารถส่งเข้าไปให้เพียงพอต่อความต้องการได้ ด้วยปัญหาความล่าช้าในด้านการขนส่งอย่างที่กล่าวมาแล้ว"
7 กรกฎาคม 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
เกษตรฯ เชื่อกล้วยไม้ไทยสดใสหลังเอฟทีเอจีน

กรมส่งเสริมการเกษตรชี้อนาคตไม้ดอก ไม้ประดับเมืองร้อนไทยสดใส โดยเฉพาะกล้วยไม้ เชื่อหลังเปิดเอฟทีเอจีนได้ประโยชน์มากกว่า พร้อมยันศักยภาพการผลิตสามารถแข่งขันจีนได้ นายธงชาติ รักษากุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง สถานการณ์การผลิตไม้ดอก ไม้ประดับเมืองร้อนของไทยว่า โอกาสทางการตลาดกำลังสดใส เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไม้ดอกเมืองร้อน ทั้งในด้านสภาพอากาศ และต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ซึ่งได้เปรียบประเทศคู่แข่งประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตามประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างจีน ขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับเมืองหนาวเพื่อแข่งขันกับไม้ดอกเมืองร้อนของไทย ซึ่งจีนอาจจะได้ตลาดไม้เมืองหนาวจากไทย แต่จีนก็ยังมีข้อจำกัด เพราะยังไม่มีระบบโรงเรือน ทั้งนี้หากมีการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับจีนในประเภทดอกไม้ เชื่อว่าจะส่งผลดีกับไทยมากกว่า เพราะไทยจะสามารถส่งสินค้าเข้าจีนได้มากขึ้น โดยเฉพาะกล้วยไม้ ซึ่งตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวสูงถึงประมาณ 40%/ปี มูลค่าส่งออกกว่า 100 ล้านบาท คาดว่าหลังจากเปิดเอฟทีเอไม้เมืองร้อนอื่นๆ ของไทยจะทยอยส่งไปจีนได้มากขึ้น "หลังเปิดเอฟทีเอเชื่อว่ากล้วยไม้ไทยจะได้ประโยชน์มาก ที่ผ่านมาขยายตัวสูงถึง 40% เชื่อว่าการเปิดเสรีจะทำให้ตลาดกล้วยไม้ไทยขยายตัวไปได้อีกมาก" นายธงชัยย้ำ

นายธงชาติ กล่าวว่า สิ่งที่เกษตรกรไทยจะต้องปรับปรุงคือ การพัฒนาการผลิตที่ต้องมีความสม่ำเสมอ ระบบการขนส่งต้องมีการจัดการที่ดีเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพเนื่องจากไม้ดอก ไม้ประดับ ค่อนข้างบอบช้ำได้ง่าย ในการขนส่งจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ และปลูกพืชตามฤดูจะให้ผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพ โดยเฉพาะกุหลาบ เนื่องจากเป็นไม้เมืองหนาวที่จีนมีศักยภาพมากกว่าไทย ดังนั้นหากสามารถปลูกได้ตามฤดูจะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตลง "ไม้ดอกไม้ประดับเป็นสินค้ามีอนาคต และมีศักยภาพสูง และไม่เคยมีปัญหาการประท้วงเรื่องราคา แต่เราต้องหมั่นพัฒนาศักยภาพและรู้จักสินค้าที่จะทำว่า มีข้อเด่นข้อด้อยอะไร และปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้เกิดความหลากหลายและเกิดทางเลือกมากขึ้น" นายธงชาติ กล่าว
1 กรกฎาคม 2547

แหล่งข่าว:
เปิดถนนเชื่อมไทย-จีนยาว 400 กม.ผ่านพม่า บูมการค้าอนุภูมิภาค
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - เปิดเส้นทางการค้าไทย-พม่า-จีนอย่างเป็นทางการหนุน FTA ไทย-จีน กลุ่มทุนจีนผนึกกำลังเครือข่ายธุรกิจว้าในพม่า เปิดถนนจากแม่สายผ่านท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา ถึงเมือง เชียงรุ่ง ระยะทาง 400 กิโลเมตร พร้อมการันตีความปลอดภัย "พินิจ" ยันถนนคุนหมิง-กรุงเทพฯเสร็จสมบูรณ์เร็ววันนี้ ลำเลียงสินค้าเกษตรเข้าจีนโดยตรง ในที่สุดถนนสายท่าขี้เหล็ก - เชียงตุง - เมืองลา(ชายแดนพม่า-จีน) ที่จะเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างไทย-จีนตอนใต้ได้อีกทางหนึ่ง สอดรับกับนโยบายมุ่งสู่ตะวันตกของรัฐบาล สาธารณรัฐประชาชนจีน ก็เริ่มเปิดใช้อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ต้นปี 2547 ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ไทย - พม่า - จีน

วานนี้ (1 ก.ค.47)นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ นางซาล่วย อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ของจีน ทำพิธีเปิดเส้นทางขนส่งทางบกจาก อ.แม่สาย-สิบสองปันนา ที่ด่านศุลกากรแม่สาย จ.เชียงราย โดยร่วมกันปล่อยรถบรรทุกสิบล้อที่บรรทุกผลไม้ ทุเรียน น้ำหนัก 18 ตันจากไทยเพื่อส่งไปยัง จีน ผ่านพรมแดน อ.แม่สาย - จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า เป็นปฐมฤกษ์ 1 คัน ซึ่งรถบรรทุกคันนี้จะแล่นผ่านถนนสายท่าขี้เหล็ก-เมืองเชียงตุง - เมืองลา ของพม่า ก่อนจะเข้าสู่พรมแดนประเทศจีน ที่เมืองเชียงรุ่ง รวมระยะทางกว่า 397 กิโลเมตร(ก.ม.) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง นายพินิจ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางทางบก จาก อ.แม่สาย ผ่านพม่า - เชียงรุ่ง หรือจิ่งหง จีน จะทำให้สินค้าเกษตรไทย เช่นทุเรียน ลำไย ลำเลียงผ่านทางบกเข้าสู่ตลาดจีนได้สะดวก มีต้นทุนที่ต่ำลง สามารถใช้คอนเทนเนอร์ขนส่งได้ ซึ่งจะแก้ไขปัญหาเรือคอนเทนเนอร์ในแม่น้ำโขงไม่เพียงพอต่อความต้องการได้ด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่า รัฐบาลจีนได้ร่วมมือกับพม่า เพื่อดูแลความปลอดภัยในเส้นทางนี้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในส่วนสะพานแม่สายแห่งที่สอง เชื่อมระหว่างบ้านสันผักฮี้ อ.แม่สาย กับ จ.ท่าขี้เหล็ก ที่จะใช้ให้รถบรรทุกข้าม ก็น่าจะเปิดได้ในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ยังเตรียมจะเปิดเส้นทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านแขวงบ่อแก้ว เมืองบ่อหาน บ่อเต็น ใน สปป.ลาว - เชียงรุ่ง อีกเส้นทางหนึ่งด้วย เชื่อว่า อนาคตการค้าระหว่างไทย-จีนจะเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นอีกมาก รวมทั้งสามารถส่งสินค้ากระจายไปยังมณฑลอื่น ๆ ของจีนได้อีกมาก เช่น คุนหมิง เฉินตู ต้าลี่ นายพินิจ กล่าวอีกว่า ในส่วนของความร่วมมือกับไทย-พม่า ในอนาคตอาจจะมีการเปิดเส้นทางการค้าจากไทย สู่พม่าด้านหัวเมืองอื่น ๆ อีกเช่น ตองยี เพราะนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่งเสริมการค้าในบริเวณนี้

นางซาล่วย กล่าวว่า การค้าผ่านเส้นทางแม่สาย - ท่าขี้เหล็ก - เชียงตุง - เชียงรุ่ง จีน เบื้องต้นจะเป็นการประสานความร่วมมือกัน ระหว่างส่วนราชการในท้องถิ่นของมณฑลยูนนานกับพม่า ซึ่งจะมีบริษัทเอกชนจีน - พม่า เข้ามาอำนวยความสะดวก เช่น บริษัทซินหยาง บริษัทหงเซิน ของจีน และบริษัทหงษ์ปังอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด (กิจการในเครือข่ายว้า) แต่ทางจีน ต้องการที่จะให้ไทยเข้ามาร่วมมือด้วย "นักธุรกิจจีนให้ความสนใจเส้นทางสายนี้มาก และภายใต้ความร่วมมือระหว่างจีน-พม่า เชื่อว่า การเดินทางผ่านเส้นทางสายนี้จะปลอดภัยอย่างแน่นอน" ด้านนายชูศักดิ์ ไตรศรีศิลป์ ประธานกรรมการ บริษัทสี่เลนซ์ทัวร์ กล่าวว่า เส้นทางจากแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา-สิบสองปันนา เป็นเส้นทางที่สั้น สามารถขนส่งสินค้าได้ตลอดทั้งปี อนาคตเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันสินค้าจะผ่านเส้นทางนี้มาก จีนเองก็สนใจมาก และเร่งรัดส่งเสริมการค้า ซึ่งหากไทยชักช้า จีนสามารถใช้เส้นทาง ผ่าน สปป.ลาว - เวียดนาม ได้ จะทำให้ไทยเสียโอกาส อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องเร่งจัดระบบการผ่านแดนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องการผ่านแดน เช่น คนจีนเดินทางเข้าไทยต้องใช้พาสปอร์ตเพียงอย่างเดียว แต่ไทยสามารถใช้บอเดอร์พาสเข้าพม่าผ่านไป จีนได้

นายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ กรรมการฝ่ายการค้าชายแดน หอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า การเปิดเส้นทางการค้าสายนี้จะช่วยกระตุ้นการค้าการลงทุนในย่านนี้มาก โดยเฉพาะเชียงราย ที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างซบเซา หลังนโยบายเปิดเสรีทางการค้าสินค้าเกษตรไทย-จีน มีผลบังคับใช้ ทำให้กลุ่มพ่อค้าจีนบางส่วนหันไปนำเข้า-ส่งออก สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพฯ - แหลมฉบัง ที่มีระบบงานมาตรฐานกว่าแทน อย่างไรก็ตาม หากไทยร่วมมือกับเพื่อนบ้าน เปิดเส้นทางนี้ให้นักลงทุนมั่นใจ ก็เชื่อว่าแนวชายแดนด้านนี้จะเป็นประตูการค้าตามนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแน่นอน สำหรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างไทย-จีน ที่ก่อนหน้านี้จะขนส่งผ่านทางเรือในแม่น้ำโขง ผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงรายนั้น นายวินัย ฉิมทองประเสริฐ นายด่านศุลกากรเชียงแสน ระบุว่าตั้งแต่เดือน ต.ค.46-มิ.ย.47 การส่งออกจากด่าน อ.เชียงแสน มีมูลค่า 1,717 ล้านบาท ลดลงจากที่ช่วงเดียวกัน ปี 46 ที่มีมูลค่าสูงถึง 3,288 ล้านบาท ส่วนการนำเข้าสูงขึ้น เป็น 1,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 703 ล้านบาท เนื่องจากน้ำแห้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีการส่งออกผ่านท่าเรือกรุงเทพฯมากขึ้น

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้ว เขาเชื่อว่าการค้าผ่านชายแดนเชียงราย จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกมาก และขณะนี้มีการตกลงที่จะสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่สองที่บริเวณบ้านสบกก ซึ่งเป็นปากแม่น้ำกกบรรจบกับแม่น้ำโขง ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย บนเนื้อที่กว่า 400 ไร่ ส่วนการเปิดเสรีการค้าไทย-จีน หรือ FTA เกือบ 1 ปีนั้น มูลค่าการค้าไทย-จีนโดยรวม เพิ่มขึ้นกว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งเส้นทางสายนี้จะทำให้ปริมาณการค้าเพิ่มขึ้นอีก สามารถการคอนเทนเนอร์ได้กว่า 20 คัน/วัน หมุนเวียนขนสินค้าในระยะแรก
25 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
ภูเก็ต เปิดตลาดจีน - เกาหลี ดึงท่องเที่ยวเพิ่ม 5 หมื่นคน
การท่องเที่ยวภูเก็ต เปิดตลาดจีน-เกาหลี ดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็นปีละ 50,000 คน หนุนท่องเที่ยวตลอดปี พร้อมหาตลาด จากประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งกลุ่มที่นิยมเข้ามาซื้อสินค้า รองรับการขยายตัวของแหล่งศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต นางสุวลัย ปิ่นประดับ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้เขต 4 เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน และประเทศเกาหลีใต้ ได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต เพิ่มขึ้น หลังจากการท่องเที่ยวภูเก็ตได้เข้าไปทำการตลาดในประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนได้เข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยแล้ว ในแต่ละปีมีจำนวนทั้งสิ้น 50,000 คน ส่วนนักท่องเที่ยวจากประเทศเกาหลีใต้ เข้ามาเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 นี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วประมาณ 500 คน ถือเป็นการเสริมการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ให้มีตลอดทั้งปี "ในช่วงโลว์ซีซั่นของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงโลว์ซีซั่นของปีที่ผ่านมาภูเก็ตไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

จากสถิติการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวผ่านท่าอากาศยานเมื่อเดือนพฤษภาคม มีเที่ยวบินเข้ามาที่ภูเก็ตเพิ่ม 100% ส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินตรงหรือชาร์เตอร์มาจากประเทศเกาหลี โดยอัตราการเข้าพักในภาพรวมจะอยู่ที่ประมาณ 50 %" นางสุวลัยกล่าว สำหรับการขยายตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ในอนาคต จะหาตลาดจากนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยว และนิยมซื้อสินค้าหรือชอปปิงเพิ่มขึ้น เนื่องจากภูเก็ตมีแหล่งชอปปิงใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยจะมองไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านเช่น อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย เป็นต้น นายภานุ มาสวงศา อุปนายกฝ่ายการตลาดสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของภูเก็ตยังอยู่ในสภาวะค่อนข้างชะงักพอสมควร จากสถานการณ์ที่รุมล้อมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบให้สถานการณ์การท่องเที่ยวของโลกเกิดการเดินน้อยลง แม้ว่าตลาดหลักในช่วงนอกฤดูกาลจะเป็นนักท่องเที่ยวจากเอเชียกับอาเซียน แต่จากภาวะดังกล่าวทำให้เกิดการเดินทางเข้ามาน้อยกว่าปกติ โดยมีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเสริมบ้างจากเกาหลีและไต้หวัน ที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีโรงแรมหลายแห่งได้ที่จัดทำโพรโมชันไปยังตลาดหลักในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักบ้างแต่ไม่มากนัก เฉลี่ยภาพรวมทั้งจังหวัดจะมีอัตราการเข้าพักประมาณ 40% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตลาดของแต่ละโรงแรมด้วย
23 มิย. 2547

แหล่งข่าว: ฐานเศรษฐกิจ

โต๊ะกลม FTAไทย-จีนด้านผักผลไม้ กับปัญหาที่ต้องเร่งสะสาง
ในการเปิดเสรีการค้า (FTA) ไทย-จีน ตั้งแต่ 1 ต.ค.2546 เป็นต้นมา เริ่มต้นที่สินค้าในกลุ่มผัก และผลไม้พิกัด 07-08 ส่งผลให้การค้าระหว่าง ไทย-จีนในกลุ่มดังกล่าวขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในด้านการส่งออกและการนำเข้า ขณะที่ปัจจุบันการจัดทำเอฟทีเอดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทย เพราะต้องแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากจีนซึ่งมีผลผลิตที่มีความหลากหลายและมีปริมาณมากกว่าที่ไทยผลิตได้หลายเท่า ซึ่งแม้ว่าจีนจะลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ตามข้อตกลงของ FTA แต่ผู้ส่งออกผักและผลไม้จากไทยก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกหลายเรื่อง เช่น มาตรการอื่นที่ไม่ใช่เรื่องภาษีของจีน ปัญหาเรื่องมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย เป็นต้น

สถาบันยุทธศาสตร์การค้า หอการค้าไทย ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการหอการค้าไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การค้าและทางเลือก ทั้งในด้านยุทธศาสตร์การค้าภายในประเทศและยุทธศาสตร์การค้ากับต่างประเทศมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธานกรรมการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้จัดเสวนาเรื่อง "การค้าเสรีไทย-จีน ด้านผัก ผลไม้ มีปัญหาจริงหรือ?" ขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2547 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การส่งออกผักและผลไม้ไปยังประเทศจีน รวมถึงการนำสิทธิประโยชน์เรื่อง เอฟทีเอระหว่างไทย - จีนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในการเสวนามีตัวแทนทั้งจากภาครัฐและเอกชนผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเข้าร่วมอาทิ ดร.สมจินต์ สันถวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) นายชลวิทย์ จุลบุตร จาก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายพิษณุ เหรียญมหาสาร จากกระทรวงพาณิชย์ นางวัชรี จียาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด นางสิงชิง ทองดี จากสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย โดยการเสวนาในครั้งนี้ดำเนินรายการโดย ดร.สวราช สัจจมาร์ค รองประธานกรรมการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า เป็นต้น

ในการเสวนามีตัวแทนทั้งจากภาครัฐและเอกชนผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเข้าร่วมอาทิ ดร.สมจินต์ สันถวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) นายชลวิทย์ จุลบุตร จาก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายพิษณุ เหรียญมหาสาร จากกระทรวงพาณิชย์ นางวัชรี จียาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด นางสิงชิง ทองดี จากสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย โดยการเสวนาในครั้งนี้ดำเนินรายการโดย ดร.สวราช สัจจมาร์ค รองประธานกรรมการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า เป็นต้น

ในขณะที่การค้าขายส่วนใหญ่ในประเทศจีนอยู่ในรูปของบริษัทขนาดเล็กซึ่งมักไม่ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้จากที่ทราบมาพบว่ามีเพียง 2 ประเทศในโลกเท่านั้นที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ท่าเรือทันที คือ ประเทศแอฟริกาใต้และจีน

นอกจากนี้อุปสรรคเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บในอัตราที่สูงแล้ว ในการส่งออกผลไม้ไทยทุกเที่ยวจะต้องมีใบผ่านด่านกักกันโรค Quarantine permit (หรือ Entry Animal & Plant Quarantine Permit) โดยหน่วยงานกลางของจีนที่เรียกว่า AQSIQ ซึ่งใช้เวลานานประมาณ 30 วัน และมีอายุเพียง 60 วัน นอกจากนี้การขอ Quarantine Permit นั้น ผู้ส่งออกต้องดำเนินการผ่านหลายกระทรวง ยกเว้นแต่ขอผ่านบริษัทบางแห่งซึ่งมีประมาณ 3 - 4 บริษัท จะทำให้ระยะเวลารวดเร็วมากขึ้น แต่ต้นทุนก็จะสูงขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ทางการจีนกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีการแสดง Transit Certificate of Origin ในกรณีที่ผู้ส่งออก ส่งออกสินค้าไปประเทศจีนโดยผ่านประเทศตัวกลาง เช่น ฮ่องกง ก็จะมีข้อกำหนดให้ผู้ส่งออกดังกล่าว ต้องขออนุญาตจากฮ่องกง ในการออกเอกสาร Transit Certificate of Origin เพื่อใช้นำไปแสดงที่ประเทศจีนซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและเพิ่มความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น

ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมเสวนาให้ความเห็นว่าทางหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้อง คือ มกอช. จะต้องช่วยเจรจาเพื่อลดข้อยุ่งยากในประเด็นนี้ อาทิ หากสินค้ามิได้มีการเปิดตู้แต่ประการใด แต่ต้องแวะพักที่ประเทศที่ 3 ด้วยเหตุผลด้าน Logistics ก็ไม่ควรจะต้องทำ Transit Certificate of Origin

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้ชี้ชัดถึงประเด็นสำคัญที่ทำให้ผลไม้ของไทยยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าที่ควรในประเทศจีน ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าขนาดตลาดในประเทศจีนก็ใหญ่โตพอที่จะบริโภคผลไม้ไทยให้หมดในพริบตา ปัญหาก็คือผู้บริโภคของจีนยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริโภคผลไม้ไทยอย่างถูกวิธีและปลอดภัย และไทยจะต้องคิดกำหนดกลยุทธ์เพื่อตอบคำถามที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนจีนรู้จักกับผลไม้ไทยมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้สินค้าผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในประเทศจีนอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องต้องทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ให้เป็นที่น่าสนใจเพื่อแนะนำผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องของวิธีการรับประทานผลไม้ไทยที่ถูกต้องว่าควรปฏิบัติอย่างไร

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้ชี้ชัดถึงประเด็นสำคัญที่ทำให้ผลไม้ของไทยยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าที่ควรในประเทศจีน ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าขนาดตลาดในประเทศจีนก็ใหญ่โตพอที่จะบริโภคผลไม้ไทยให้หมดในพริบตา ปัญหาก็คือผู้บริโภคของจีนยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริโภคผลไม้ไทยอย่างถูกวิธีและปลอดภัย และไทยจะต้องคิดกำหนดกลยุทธ์เพื่อตอบคำถามที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนจีนรู้จักกับผลไม้ไทยมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้สินค้าผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในประเทศจีนอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องต้องทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ให้เป็นที่น่าสนใจเพื่อแนะนำผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องของวิธีการรับประทานผลไม้ไทยที่ถูกต้องว่าควรปฏิบัติอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมเสวนาได้ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการปรับกลยุทธ์ทางการค้าของไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งทางสถาบันยุทธศาสตร์การค้าได้สรุปประเด็นหลัก ๆ ที่จะนำไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การค้าไทยจีน ด้านพืชผักผลไม้ ว่าควรสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรักษาคุณภาพของผลไม้ไทยให้ได้มาตรฐาน เพื่อรักษาชื่อเสียงของผลไม้ไทย และยังสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทยได้ เนื่องจากไม่ต้องไปผ่านขั้นตอนการตรวจสอบมาตรฐานต่าง ๆ ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และเมื่อสินค้าไม่มีคุณภาพออกไปสู่ตลาดก็ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ผลไมไทย

และผู้ส่งออกไทยควรพัฒนาให้ไปถึงจุดที่ผู้ส่งออกมีการดำเนินการให้หน่วยงานที่ทางการจีนรับรองทำการตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าก่อนออกจากประเทศไทย เพื่อลดขั้นตอนในการตรวจสอบสินค้าเมื่อผลไม้ถูกส่งไปถึงประเทศจีนแล้ว รวมถึงการสนับสนุนให้ผลิตสินค้าที่มีการสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value-Added Product) การพัฒนาคุณภาพผลไม้ไทย โดยอาจเป็นการพัฒนาเพื่อยืดอายุการรับประทาน เช่นการทำผลไม้อบแห้ง เช่น ลำไยอบแห้ง ทุเรียนที่แกะเปลือกเรียบร้อยสะดวกกับการรับประทาน รวมทั้งพัฒนาการบรรจุหีบห่อที่เหมาะสม ทันสมัย สวยงาม น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น หรือการเน้นการแปรรูปสินค้าผลเพื่อให้เหมาะกับรสนิยมการบริโภคของคนจีนมากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมองว่าการใช้เขตการค้าเสรีไทย-จีนเพื่อเป็นศูนย์กลางในการค้าพืชผักผลไม้ระหว่างไทยจีน โดยเน้นให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) โดยอาจจะเป็นการลงทุนเพื่อทำการส่งออกไปประเทศที่ 3 โดยผ่านช่องทางการส่งออกของจีน หรือให้จีนใช้ช่องทางการส่งออกของไทย เพื่อนำผลผลิตที่ได้ส่งออกไปยังประเทศที่จีนมีข้อจำกัดในการส่งสินค้าเข้าไปขาย เช่น สินค้าเกษตรของไทยอาจมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าจีนในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถนำนักลงทุนจากต่างประเทศที่ไม่สามารถทำธุรกิจโดยตรงกับประเทศจีนมาลงทุนทำการเกษตรในประเทศไทยเพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังตลาดในประเทศจีนได้ ตัวอย่างเช่นเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากอเมริกาสามารถใช้ไทยเป็นฐานผลิตแล้วส่งต่อไปยังจีนได้อีกต่อหนึ่ง

และที่สำคัญทางการไทยควรเปิดการเจรจาโดยขอให้จีนใช้มาตรฐานการตรวจสอบที่แตกต่างกันตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ หรือที่เรียกว่า Risk Assessment เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ ภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันมาก การส่งผลไม้ไทยไปขึ้นแต่ละท่าเรือในประเทศจีนอาจมีความเสี่ยงจากตัวแมลงที่อาจติดไปกับผลไม้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่าเรือใดของจีนที่มีความเสี่ยงสูง ก็ควรให้มีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้นผลไม้ที่ไปจากประเทศไทย จึงควรที่จะนำเข้าท่าเรือที่มีความเสี่ยงต่ำ จากการเสวนาในครั้งนี้ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ให้ข้อสรุปที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันกลยุทธ์ต่างๆที่เป็นผลจากการเสวนา ให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป โดยให้สินค้าไทยมีจุดยืนและมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในเวทีการค้าเสรี

23 มิย. 2547

แหล่งข่าว: คมชัดลึก
ตั้งทีมเจรจาสินค้าเกษตรระดับชาติ
กระทรวงเกษตรฯ ตั้งทีมดูแลการเจรจาสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ หลังพบบางหน่วยงานทำสัญญาผูกมัดให้เป็นปัญหา ตั้งเป้าผลักดันมูลค่าเติบโตสู่ 1 ล้านล้านบาท ในปี 2551 พร้อมตั้งทีมสนับสนุนเสริมงานด้านข้อมูลสำคัญและเร่งด่วนในประเทศที่มีบุคลากรน้อย นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้พยายามผลักดันให้มูลค่าการผลิตด้านการเกษตรเติบโตไปสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2551 แต่ขณะนี้ไทยกำลังประสบปัญหาในการเจรจาทำข้อตกลงในเรื่องสินค้าเกษตร เนื่องจากบางหน่วยงานได้มีการลงนามเอกสารสัญญาไปแล้ว แต่ข้อตกลงนั้นกลับมาผูกมัดไทยในหลายเรื่อง และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ก็จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดท่าทีการเจรจาการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศขึ้น โดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลเจรจาระหว่างประเทศ

"จากนี้ทุกเรื่องที่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไปเจรจาในเวทีระหว่างประเทศ จะต้องผ่านกรรมการชุดนี้พิจารณากำหนดท่าทีการเจรจาเบื้องต้นก่อน และอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ซึ่งประจำแต่ละประเทศจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และรับทราบการเจรจาสินค้าเกษตรทุกครั้ง พร้อมทั้งทำรายงานเสนอกลับมายังส่วนกลาง" นายบรรพต กล่าว อย่างไรก็ดีสำหรับสำนักงานที่ปรึกษาเกษตรฯ บางประเทศที่มีบุคลากรน้อย จะจัดให้มีทีมสนับสนุน หรือโมบายล์ ยูนิต ที่จะเข้าไปช่วยเสริมงานด้านฐานข้อมูลในเรื่องที่สำคัญเร่งด่วน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหรือข้อติดขัดในเรื่องของการค้าและการส่งออกสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งเป็นหน่วยเชื่อมโยงฐานข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกทางด้านเทคนิคของสินค้าพืช ประมง และปศุสัตว์ของแต่ละหน่วยงานในสังกัด ทั้งนี้ โมบายล์ ยูนิต จะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมจัดส่งทีมที่มีผู้แทนของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ไปประจำที่เมืองท่าที่สำคัญคือ กวางโจวและเซี่ยงไฮ้ เพื่อดูแลในเรื่องของตลาดผักและผลไม้ เช่น ลำไย ที่จะไปยังประเทศจีน
21 มิถุนายน 2547

แหล่งข่าว: ประชาธรรม
ดูเอฟทีเอไทย-จีนก่อนถลำลึก
FTA ไทย-จีน เริ่มมีผลทำให้มีการลดภาษีผัก-ผลไม้เหลือ 0 % ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2546 ที่ผ่านมา แม้เวลาจะผ่านไปช่วงสั้น ๆ ไม่ถึงปีนั้น แต่ดูเหมือนผลกระทบเริ่มปรากฎเห็นชัดขึ้นทีละน้อย ทั้งนี้มีเสียงสะท้อนทั้งจากพ่อค้า ผู้ส่งออก จนถึงเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกผัก-ผลไม้หลายชนิดว่ากำลังโดน FTA ทำพิษเข้าเสียแล้ว อีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยยังคงแถลงนโยบายเดินหน้าทำ FTA กับอีกหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย นัยว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเฟื่องฟู แต่กลับมิได้ถามความเห็นของคนไทยว่าอยากจะเปิดเสรีการค้ากับประเทศนั้น ประเทศนี้หรือไม่ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ควรจะมีการทบทวนด้วยว่าการทำ FTA ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการยั้งคิดก่อนที่จะผลีผลามกระโจนสู่การค้าเสรีที่เราไม่อาจควบคุมได้

FTA ไทย-จีน เป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบจนเกินไปของรัฐบาล ทั้งนี้เพราะก่อนทำ FTA เราไม่ได้มีการศึกษาให้รอบด้านก่อนว่าประเทศจีนที่ประกอบด้วยมณฑลเล็ก ๆ จำนวนมากนั้นมีกฎ กติกาต่อการนำเข้าสินค้าผัก-ผลไม้อย่างไรบ้าง สภาพภูมิอากาศเหมาะกับการปลูกผัก-ผลไม้อะไรบ้าง จะสามารถปลูกผัก-ผลไม้แบบเดียวกับของประเทศไทยได้หรือไม่ การสำรวจความต้องการตลาดในจีน และคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง จนเมื่อทำข้อตกลง FTA ไปแล้ว มีผลทำให้สินค้าผัก-ผลไม้ลดภาษีลงจนเหลือ 0 % จึงเริ่มพบว่าการที่เราไม่ศึกษาให้รอบด้าน ความได้เปรียบที่รัฐบาลเอ่ยอ้างอย่างหยาบ ๆ เช่นว่า ประเทศจีนมีประชากรเป็นพันล้าน ถือเป็นตลาดใหญ่จะทำให้ไทยได้เปรียบทางการค้านั้นจึงเป็นคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย

ความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าประเทศจีนจะมีประชากรจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำเข้าสินค้าผัก-ผลไม้ของไทยมากตามไปด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้สุมาลี วรประทีป อัครราชทูตไทยด้านการเกษตรที่ประจำอยู่ที่กรุงปักกิ่งก็ออกมาเตือนแล้วว่าการเปิดเสรีสินค้าผัก-ผลไม้กับจีนนั้นไม่ใช่สวยหรูอย่างที่คิด โดยระบุว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นยังมีการปกครองแบบสังคมนิยม ฉะนั้นการปฏิบัติต่าง ๆ จะไม่เหมือนประเทศไทยที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย นอกจากนี้ประเทศไทยก็ไม่ใช่แหล่งนำเข้าสินค้าเกษตรแต่เพียงแห่งเดียวของจีน เพราะยังมีประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เช่นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ เป็นต้น

สินค้าที่ประเทศจีนนำเข้าอย่างมากก็จะมีถั่วเหลือง และไม้ คิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าสินค้านำเข้า นอกจากนี้จีนเองก็มีศักยภาพการผลิตผลไม้เขตร้อนมากขึ้นเป็นลำดับ ผลไม้ส่งออกสำคัญของไทย เช่นมังคุด ทุเรียน จีนเองก็สามารถผลิตเองได้แล้ว และยังมีลำไยที่จีนมีแนวโน้มผลิตมากขึ้นเป็นลำดับ อนาคตก็จะสามารถลดการนำเข้าได้อย่างสบาย นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ที่มีการศึกษาสถานการณ์การค้าพืชผักไทย-จีนในช่วงม.ค.-ธ.ค. 2546 นั้นก็สะท้อนชัดว่าโอกาสในการแข่งขันกับจีนไม่ง่ายเหมือนที่คิด พบว่าพืชผักที่นำเข้าจากจีนก็ล้วนแล้วแต่เป็นพืชผักที่โครงการหลวงเองก็ส่งเสริมเกษตรกรปลูกอยู่แล้ว เช่น บร๊อคโคลี หอมแบ่ง ถั่วลันเตา กะหล่ำดอก โดยตั้งแต่เดือนม.ค.-ธ.ค.2546 บร๊อคโคลี่นำเข้าสูงสุด รองลงมาคือถั่วลันเตา คะน้าฮ่องกง ถั่วหวาน หอมแบ่ง กะหล่ำดอก เซเลอรี่ ผักกาดหอมห่อ และคึ่นไช่ ที่น่าสนใจคือราคาพืชผักจากจีนกลับมาราคาถูกกว่าผักส่งเสริมของโครงการหลวงอย่างมากด้วย เช่น บร๊อคโคลี่นำเข้าจากจีนราคา 11.67 บาท/กิโลกรัม ผักส่งเสริมของโครงการหลวงราคา 40.95 บาท/กิโลกรัม ถั่วลันเตานำเข้าจากจีนราคา 11.83 บาท/กิโลกรัม ผักส่งเสริมของโครงการหลวงราคา 53.45 บาท/กิโลกรัม

เอกสารของกลุ่ม FTA WATCH องค์กรภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องเอฟทีเอมาโดยตลอดระบุว่าในการส่งออกสินค้าผัก-ผลไม้ไทยไปยังประเทศจีนนั้นพบปัญหาอุปสรรคหลาย ๆ ด้าน ชี้ให้เห็นว่าการหวังตัวเลขจีดีพีที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด กล่าวคือการออกใบอนุญาตของจีนแต่ละครั้งใช้เวลานาน ใบอนุญาตการนำเข้ามีอายุ 6 เดือน ค่าธรรมเนียมชุดละ 20 หยวน ใช้ 1 ชุดต่อการนำเข้าสินค้า 1 ล๊อต หากสินค้าที่นำเข้าต้องขอใบรับรองด้านสุขอนามัย ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 20 หยวนต่อการนำเข้า 1 ครั้ง ระยะเวลาการออกใบอนุญาตนำเข้าผักและผลไม้แต่ละครั้งต้องใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์ ทำให้สินค้าเน่าเสีย

นอกจากนี้จีนยังกำหนดให้ผู้ส่งออกผลไม้จากไทยต้องเป้นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากจีนโดยตรง ต้องเป้นบริษัทสัญชาติจีนหรือมีการรวมหุ้นกับคนจีนเท่านั้น การนำเข้าผ่านบริษัทนายหน้าของจีนทำให้ผู้ส่งออกของไทยมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ในเมืองปักกิ่ง เซี่งไฮ้ คุนหมิงและกวางเจา ซึ่งเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกผักและผลไม้ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน มีผู้นำเข้าเพียงเมืองละ 5-6 ราย เมื่อเทียบกับไทย ปรากฎว่าไทยไม่มีระเบียบมากเหมือนจีน เพียงแค่เป็นบริษัทจดทะเบียนแล้วก็สามารถนำเข้าได้ทันที ทำให้มีผู้นำเข้ามาก และมีการแข่งขันสูง จึงมีการนำเข้าผัก-ผลไม้จากจีนสูงมากขึ้น การขนส่งผลไม้ทางเรือจากไทยไปกวางโจวมีเพียงวันละ 1 เที่ยว ขณะที่การขนส่งผ่านฮ่องกงมีวันละ 5 เที่ยว การขนส่งผลไม้ไทยผ่านฮ่องกงทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาเพิ่มขึ้น หากส่งไปยังกวางโจวโดยตรงจะประหยัดค่าใช้จ่ายจากการขนส่งได้ตู้ละ 4,000-5,000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 20,000-25,000 บาท และประหยัดเวลาได้ไม่ต่ำกว่า 1 วัน

จีนยังใช้มาตรการด้านสุขอนามัยควบคุมการนำเข้าอย่างเข้มงวด ทำให้ผัก-ผลไม้ไทยตกค้างที่ด่านนานจนเสียหายเน่าเสีย เช่น เทศบาลเมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้งมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร ผู้ผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะถูกขึ้นบัญชีดำ ระงับการสั่งซื้อหรือนำเข้า และข้อมูลถูกออนไลน์เข้าระบบเพื่อแจ้งให้มณฑลอื่นทราบ ปัจจุบันจีนเริ่มมีการมาตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรจากไทยสูงในอัตราร้อยละ 13-17 ส่งผลให้สินค้าไทยที่วางขายมีราคาสูงกว่าของจีน ขณะที่ไทยไม่มีมาตรการเก็บภาษีในประเทศ แถมยังอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผัก-ผลไม้จากจีน ทำให้ผักผลไม้จากจีนมีราคาถูกกว่าของไทยมาก

จีนยังใช้มาตรการด้านสุขอนามัยควบคุมการนำเข้าอย่างเข้มงวด ทำให้ผัก-ผลไม้ไทยตกค้างที่ด่านนานจนเสียหายเน่าเสีย เช่น เทศบาลเมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้งมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร ผู้ผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะถูกขึ้นบัญชีดำ ระงับการสั่งซื้อหรือนำเข้า และข้อมูลถูกออนไลน์เข้าระบบเพื่อแจ้งให้มณฑลอื่นทราบ ปัจจุบันจีนเริ่มมีการมาตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรจากไทยสูงในอัตราร้อยละ 13-17 ส่งผลให้สินค้าไทยที่วางขายมีราคาสูงกว่าของจีน ขณะที่ไทยไม่มีมาตรการเก็บภาษีในประเทศ แถมยังอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผัก-ผลไม้จากจีน ทำให้ผักผลไม้จากจีนมีราคาถูกกว่าของไทยมาก
21 มิถุนายน 2547

แหล่งข่าว: ผู้จัดการออนไลน์
จีนผ่อนปรนการตรวจสอบลำไยนำเข้าจากไทย โดยจะสุ่มตรวจสอบเพียงร้อยละ 5
นายอำพน กิตติอำพน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเดินทางเข้าพบอธิบดีกรมความปลอดภัยด้านอาหาร และอธิบดีกรมกักกันตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารของจีน ระหว่างวันที่ 14 - 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า ได้มีการเจรจาเร่งรัดในข้อตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบผักและผลไม้ โดยเฉพาะลำไยของไทย ที่เริ่มออกสู่ตลาดเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ผลการเจรจาทางจีนยินยอมให้ลำไยของไทยที่ได้ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ไม่ต้องถูกตรวจสอบทุกตู้สินค้า จะมีการสุ่มตรวจสอบเพียงร้อยละ 5 จะไม่มีการกักกันสินค้าเพื่อการตรวจสอบอีก สำหรับมะม่วง ทางจีนได้ทำการผ่อนผันการนำเข้าให้ไทยอีก โดยอนุญาตให้มะม่วงที่ปลูกในแหล่งผลิตภาคกลาง และภาคตะวันออกของไทย ซึ่งไม่มีแมลงวันทองระบาด ไม่ต้องผ่านการอบไอน้ำ จึงทำให้ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งออกได้ นอกจากนี้ ทั้งไทยและจีนยังได้เห็นชอบที่จะให้มีคณะกรรมการร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านการนำเข้าลำไย ในกรณีระเบียบการนำเข้าแต่ละมณฑลของจีนมีความแตกต่างกันไปจากรัฐบาลกลาง ในส่วนไทยมีความต้องการจัดส่งเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตร เข้าไปประจำเมืองท่าที่นำเข้าสำคัญ เช่น เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นเจิ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลไม้จากเมืองไทย
20 มิย. 2547

แหล่งข่าว: ผู้จัดการ
จีนยอมผ่อนเกณฑ์ตรวจสอบลำไยจากไทย
นายอำพน กิตติอำพน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเดินทางเข้าพบอธิบดีกรมความปลอดภัยด้านอาหารและอธิบดีกรมกักกัน ตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศจีน ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ได้มีการเจรจาเร่งรัดข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบผัก และผลไม้ โดยเฉพาะลำไยของไทยที่เริ่มออกสู่ตลาด เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งผลการเจรจาทางจีนยินยอมให้ลำไยของไทยที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่ต้องถูกตรวจสอบทุกตู้สินค้า โดยจะตรวจสอบเพียงร้อยละ 5 พร้อมทั้งจะไม่มีการกักกันสินค้าเพื่อตรวจสอบอีก ดังนั้น การส่งออกลำไยของไทยไปจีนจะสามารถดำเนินการได้ ภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้สำนักข่าวไทยรายงานว่า ไทยและจีนยังเห็นชอบที่จะให้มีคณะกรรมการร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านการนำเข้าลำไยในกรณีระเบียบการนำเข้าแต่ละมณฑลของจีนมีความแตกต่างไปจากรัฐบาลกลาง โดยไทยมีความต้องการจัดส่งเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ไปประจำยังเมืองท่าที่นำเข้าสินค้า เช่น เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลไม้จากไทย
17 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
จัสโก้ตั้งเป้าขายผลไม้500ล. เล็งตลาดญี่ปุ่น-จีน-มาเลเซีย จี้จัดหาผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ
ห้างสรรพสินค้าจัสโก้รุก "พาณิชย์" เร่งจัดหาผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ ป้อนตลาดญี่ปุ่น ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายผลไม้เป็น 500 ล้านบาท ในปี 2547 พร้อมนำผลไม้ไทยวางจำหน่ายในสาขาของห้างในจีน มาเลเซีย รวมกว่า 132 สาขา นายทาคาชิ ฟูกูฮาร่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม-จัสโก้ จำกัด เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ทางห้างจัสโก้ในฐานะผู้นำผลไม้ไทยรายใหญ่ ไปจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ จัดหาผู้ผลิตรวมทั้งแหล่งผลิตผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดคุณภาพดี ซึ่งได้รับความนิยมสูงมากให้กับทางห้าง เนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมา ประสบปัญหาการนำเข้ามังคุดที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน

"ปีที่แล้ว มังคุด และผลไม้บางส่วน ยังมีปัญหาเรื่อง คุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งการนำเข้าผ่านห้างจัสโก้ จะทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ตามมาตรฐานนำเข้าผลไม้ของญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานสูงได้ แต่ทางห้างต้องการทราบช่องทางแหล่งผลิตผลไม้เหล่านี้จากภาครัฐ เพื่อสะดวกการจัดหาสินค้า" กรรมการผู้จัดการสยามจัสโก้ระบุ เขากล่าวว่า นอกจากตลาดผลไม้ในญี่ปุ่นแล้ว ทางบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มการจำหน่ายผลไม้ไทย ผ่านสาขาของห้าง ในประเทศต่างๆ โดยขณะนี้ มีสาขาในญี่ปุ่น 100 สาขา จีน 20 สาขา และมาเลเซีย 12 สาขา รวมทั้งที่ไต้หวันและฮ่องกงด้วย โดยผลไม้ไทยนอกจากมังคุดแล้ว ทุเรียน มะม่วง กล้วยหอม สับปะรด และส้มโอ ยังเป็นสินค้าในกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาด โดยเฉพาะทุเรียนที่จำหน่าย ในญี่ปุ่นมีมูลค่าสูงถึง 610 ล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งเป็นทุเรียนไทย 17% และบริษัทจะใช้ช่องทางเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-จีน เข้าไปทำตลาดทุเรียนในจีน โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายส่งออกไป 160 ตัน

นายวิชัย วิจารสรณ์ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สยาม-จัสโก้ จำกัด กล่าวว่า ยอดจำหน่ายผลไม้ในญี่ปุ่นของบริษัทในปี 2546 มีมูลค่า 395 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่จำหน่ายได้เพียง 300 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายการส่งผลไม้เข้าตลาดญี่ปุ่นในปี 2547 มูลค่า 500 ล้านบาท การจำหน่ายผลไม้ไทยในสาขาของห้างจัสโก้ในญี่ปุ่นนั้น ทางห้างจะทำหน้าที่เพียงคัดคุณภาพ พร้อมกับระบุว่า เป็นผลไม้จากไทย โดยไม่ได้จำหน่ายภายใต้แบรนด์จัสโก้ ซึ่งประเด็นสำคัญของการจำหน่ายผลไม้ในญี่ปุ่น คือ คุณภาพต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของทางการญี่ปุ่น
16 มิถุนายน 2547

แหล่งข่าว: ผู้จัดการรายวัน
ขอนแก่นรุกตลาดคุนหมิงทั้งการค้า-ท่องเที่ยว
ศูนย์ข่าวภาคอีสาน-งานแสดงสินค้าเมืองคุนหมิงได้ผลเกินคาด ข้าวหอมมะลิและสินค้าพื้นเมืองของขอนแก่น ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจจีน จนนำไปสู่การหารือเจ้าของสินค้าเพื่อสั่งนำเข้า ขณะที่ประธานหอการค้าจังหวัด ถือโอกาสลงนามความร่วมมือการค้าและการท่องเที่ยวกับนครซือเหมา หวังเปิดตลาดสินค้าและบริการระหว่าง2 เมือง นายเจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงการนำคณะเจ้าหน้าที่และหอการค้าจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมงาน "kunming Commodities Fair 2004"และเจรจาลู่ทางความร่วมมือทางการค้า การลงทุนเมืองคุนหมิง ซือเหมา และสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5-10 มิถุนายน 2547 ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นทุกปีโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่นำคณะผู้ส่งออกของไทยไปร่วมงานทุกปี และในปีนี้จังหวัดขอนแก่นได้นำตัวแทนหน่วยงานรัฐและนักธุรกิจเอกชนของจังหวัดไปร่วมงานด้วย โดยนำเอาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป) และสินค้าอื่นๆชื่อดังของขอนแก่นไปแสดงและจำหน่ายในงาน คือ หมูหยอง กุนเชียง น้ำปลาและข้าวหอมมะลิ ซึ่งสินค้าดังกล่าว ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก จำหน่ายหมดภายใน3-4 วัน คิดเป็นมูลค่าราว 53,000 บาท

นอกจากนี้ คณะฯยังได้เจรจาแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าการลงทุน กับหน่วยงานรัฐและเอกชนของเมืองคุนหมิง ซือเหมา และสิบสองปันนาด้วย ผลจากการหารือ ทำให้ทราบว่า จีนเขาต้องการนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นจำนวนมาก โดยผู้แทนการค้าจีนได้หารือเพิ่มเติมกับนายปกรณ์ ลีศิริกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น เจ้าของโรงสีข้าวชัยมงคลขอนแก่น คาดว่าในอนาคตข้าวหอมมะลิจากโรงสีข้าวชัยมงคล คงจะได้ขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดจีน นายเจตน์ กล่าวว่า สำหรับการเดินทางไปเยือนนครเชียงรุ้ง สิบสองปันนาครั้งนี้ ตนในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดขอนแก่นกับนางเตา หลิน อิ้น รองหัวหน้ารัฐปกครองตนเองชาวไต เมืองสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน

"การเดินทางไปยังจีนของตัวแทนภาครัฐและนักธุรกิจเอกชนของจังหวัดขอนแก่นครั้งนี้ เป็นการเปิดตลาดการค้าให้กับสินค้าของจังหวัดเป็นครั้งแรก ทำให้ได้เห็นลู่ทางที่จะแสวงหาความร่วมมือทางการค้าในขั้นต่อไปของผู้ประกอบการเจ้าของสินค้า โดยจังหวัดพร้อมจะให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจ มีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน เป็นตลาดใหญ่และสำคัญมากในอนาคต"นายเจตน์ กล่าว นอกจากนั้น หอการค้าจังหวัดขอนแก่น โดยนายประยูร อังสนันทน์ ประธานหอการค้าจังหวัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับนายเจ้าจี้กวาง ผู้แทนฝ่ายการพาณิชย์เมืองซือเหมา ด้วย เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว ระหว่างจังหวัดขอนแก่นและนครซือเหมา ซึ่งด้านการค้า จะมีการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็นและเชื่อมความสัมพันธ์การค้าระหว่างนักธุรกิจและนักลงทุนทั้ง 2 ประเทศ โดยองค์กรภาครัฐจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติ ให้แต่ละฝ่ายแจ้งรายชื่อผู้ประกอบการธุรกิจให้แก่กัน

ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว มีความเห็นว่าให้ผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ตลอดถึงการให้ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างวัน โดยกำหนดให้องค์กรที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดและมณฑลเป็นองค์กรหลักในการติดต่อประสานงาน พร้อมกับให้มีการพัฒนากำหนดหลักเกณฑ์ในการประสานผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน ระหว่างผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่าย โดยให้เป็นไปตามหลักสากล
16 มิถุนายน 2547

แหล่งข่าว: คมชัดลึก
"ค้าเสรี"พ่นพิษ เผย8เดือนแรก เกินดุลวูบ20%
กรมการค้าต่างประเทศเผยไทยเกินดุลการค้าจีนลดลง 20% หลังเปิดเขตค้าเสรี เผย 8 เดือนแรกส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้า 2.5 พันล้านบาท นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้รวบรวมสถิติการส่งออกและนำเข้าสินค้าภายใต้กรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในช่วง 8 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2546 จนถึงเดือน พ.ค. 2547 โดยได้มีการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าให้กับผู้ส่งออกผักและผลไม้ไปจีนคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.5 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 98.7 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตัวเลขนำเข้าและส่งออกของกรมศุลกากร ในช่วงเดือน ต.ค. 2546-เม.ย. 2547 พบว่ามีมูลค่า 6,410.65 ล้านบาท แต่หากคิดเฉพาะผักและผลไม้ จะมีมูลค่า 5,647.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าที่ไทยจะทำเอฟทีเอกับจีนคิดเป็นร้อยละ 26 โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย มันสำปะหลังชิ้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 ลำไยอบแห้งเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ลำไยสดเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 กุ้งแช่แข็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ปลาแช่แข็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และทุเรียนสดเพิ่มขึ้นร้อยละ 2

ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากจีนช่วงเดือน ต.ค. 2546-พ.ค. 2547 พบว่ามีมูลค่านำเข้า 3,864.18 ล้านบาท และเป็นการนำเข้าเฉพาะผักและผลไม้คิดเป็นมูลค่า 3,141.63 ล้านบาท "ในช่วง 8 เดือนหลังเปิดเอฟทีเอไทย-จีน ไทยยังคงเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับจีน 2,546.47 ล้านบาท แต่มูลค่าการเกินดุลการค้าลดลงหากเทียบกับก่อนทำเอฟทีเอ ซึ่งในช่วงเดียวกันนั้น ไทยเกินดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 3,136.81 ล้านบาท เท่ากับว่ามูลค่าเกินดุลการค้ากับจีนลดลงถึงร้อยละ 20" นายราเชนทร์ กล่าวสำหรับการส่งออกมันสำปะหลังไทย ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งสิ้น 13,959 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 26.13 โดยเอฟทีเอไทย-จีน ที่อัตราภาษีเหลือร้อยละ 0 ช่วยผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ประกอบกับธัญพืชอื่นในตลาดโลกมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้ผู้นำเข้าหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทดแทน
16 มิถุนายน 2547

แหล่งข่าว: คมชัดลึก
อุตฯรองเท้าดิ้น ของบ 410ล้าน หวังสู้สินค้าจีน
อุตสาหกรรมรองเท้ายื่นของบพัฒนาผลิตภัณฑ์ 410 ล้านบาท หวังสู้ศึกสินค้าจีน-เวียดนาม หลังตลาดส่งออกไทยโดนตีกระจุย นายวีรชัย วงศ์บุญสิน รองประธานคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้นำเสนอโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองเท้าไทยเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ในวงเงินงบประมาณ 410 ล้านบาทต่อกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมรองเท้าและผลิตภัณฑ์หนัง ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาการผลิตและยอดจำหน่ายลดลง เนื่องจากสินค้าราคาถูกจากจีนและเวียดนามเข้ามาทุ่มตลาด "ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกรองเท้าหนังของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาน้อยกว่าเวียดนามถึง 3 เท่า โดยในปี 2546 ไทยส่งออกคิดเป็นมูลค่า 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามส่งออกเป็นมูลค่าถึง 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่ออุตสาหกรรมรองเท้าของไทย" นายวีรชัยกล่าว

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมรองเท้าไทยต้องเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยใช้วัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมรองเท้าในอดีต และจะต้องพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มแฟชั่นของโลก รวมทั้งเร่งสร้างบุคลากรด้านการออกแบบรุ่นใหม่ ลดการพึ่งพานักออกแบบจากต่างชาติ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมรองเท้าต้องทำกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ารองเท้าระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นในแต่ละภูมิภาคและเข้าร่วมโครงการไทยแลนด์ แฟชั่น มาร์เก็ต เพลส เพื่อสร้างตราสินค้าของไทยออกสู่ตลาดโลก

"เชื่อว่าหากอุตสาหกรรมรองเท้าของไทยสามารถดำเนินการตามโครงการที่นำเสนอ ก็จะทำให้ยอดการส่งออกรองเท้าเพิ่มขึ้นทันทีอย่างน้อย 800 ล้านบาท และทำให้อุตสาหกรรมรองเท้ามีทิศทางการพัฒนาการออกแบบที่ชัดเจน รวมทั้งสร้างโอกาสเพิ่มยอดการส่งออกในประเทศคู่เจรจาที่ไทยมีความได้เปรียบ เช่น ออสเตรเลีย อเมริกา และลดวิกฤติจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากจีน หลังการเปิดเสรีทางการค้า" นายวีรชัยกล่าว
15 มิย. 2547

แหล่งข่าว: มติชน
เพิ่ม8รายการคุมมาตรฐานอุตฯ โต้ถูกจีนทุ่มตลาดเครื่องไฟฟ้า
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันในการเร่งกำหนดมาตรการป้องกันสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาตีตลาดในไทย โดยจะเร่งออกมาตรฐานบังคับเพิ่มเติมอีก 8 รายการ เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ ประกอบด้วย เครื่องซักผ้าด้อยประสิทธิภาพ แบตเตอรี่แห้ง เคเบิลใยแก้ว หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดภาพโทรทัศน์ บัลลาตขดลวด คอมเพรสเซอร์ หลังจากมีผู้ประกอบการร้องเรียนเรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากจีนเข้ามาตีตลาด โดยคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.)จะออกเป็นมาตรฐานบังคับต่อไป นายพินิจกล่าวว่า ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภันฑ์อุตสาหกรรมเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการออกมาตรฐานและการตรวจสอบ
8 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
เอฟทีเอจีนพ่นพิษ ฉุดดุลการค้าวูบ20%
ราเชนทร์พอใจเอฟทีเอกับจีน ผลักดันยอดส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 26% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เขตการค้าเสรีเอฟทีเอไทย-จีน หนุนสินค้าผัก-ผลไม้จีน ทะลักเข้าไทยปริมาณพุ่ง 201% ฉุดมูลค่าเกินดุลการค้าไทยร่วง 20% ในรอบ 8 เดือน ขณะที่การส่งออกจากไทยไปจีน ปริมาณเพิ่มขึ้นแค่ 23% ส่วนมูลค่าเพิ่ม 26% นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รวบรวมสถิติการส่งออก-นำเข้าสินค้าภายใต้เขตการค้าเสรีไทย-จีน (เอฟทีเอ) ในช่วง 8 เดือน ตั้งแต่เดือนต.ค.2546-พ.ค.2547 โดยได้ออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ให้กับผู้ส่งออกสำหรับสินค้าผัก-ผลไม้ไปจีน ปริมาณ 2,029,856 ตัน เพิ่มขึ้น 99.9% มูลค่า 8,511.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98.7%

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตัวเลขนำเข้าและส่งออกของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นการส่งออกจริงในช่วงเดือนต.ค.2546-เม.ย.2547 ไทยส่งออก (พิกัด 01-08) ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ปริมาณ 1,379,339 ตัน มูลค่า 6,410.65 ล้านบาท แต่หากคิดเฉพาะผักและผลไม้ส่งออก ปริมาณ 1,360,625 ตัน มูลค่า 5,647.92 ล้านบาท เปรียบเทียบการส่งออกของไทยไปจีน ก่อนมีข้อตกลงเอฟทีเอกับจีน (ต.ค.2545-เม.ย.2546) โดยส่งออกปริมาณ 1,123,851 ตัน เพิ่มขึ้น 23% มีมูลค่าทั้งสิ้น 5,093.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น มันสำปะหลังชิ้นเพิ่มขึ้น 58% รองลงมา คือ ลำไยอบแห้งเพิ่มขึ้น 16% ลำไยสด เพิ่มขึ้น 7% กุ้งแช่แข็งเพิ่มขึ้น 4% ปลาแช่แข็งเพิ่มขึ้น 3% และทุเรียนสดเพิ่มขึ้น 2%

สำหรับการนำเข้าสินค้าพิกัด 01-08 จากจีน ช่วงเดือนต.ค.2546-พ.ค.2547 ปริมาณนำเข้า 179,492 ตัน มูลค่า 3,864.18 ล้านบาท หากคิดเฉพาะการนำเข้าผัก ผลไม้ มีปริมาณ 166,359 ตัน มูลค่า 3,141.63 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบช่วงก่อนที่จะมีข้อตกลงเอฟทีเอ มีปริมาณนำเข้า 1,123,851 ตัน เพิ่มขึ้น 201% โดยมีมูลค่านำเข้า 5,093.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97% สินค้าที่มีการนำเข้ามากที่สุด คือ แอปเปิลสดเพิ่มขึ้น 39% รองลงมาลูกแพร์และควินส์สดเพิ่มขึ้น 15% ปลาแช่เย็นจนแข็งเพิ่มขึ้น 9% เห็ดแห้งเพิ่มขึ้น 5%และลูกนัตเพิ่มขึ้น 5% "ในช่วง 8 เดือนหลังเปิดเอฟทีเอไทย-จีน ไทยยังคงเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับจีน 2,546.47 ล้านบาท แต่มูลค่าการเกินดุลการค้าลดลง หากเทียบกับก่อนทำเอฟทีเอ ในช่วงเดียวกันที่ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 3,136.81 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราลดลงของมูลค่าเกินดุลการค้ากับจีนถึง 20%? นายราเชนทร์ กล่าว

นายราเชนทร์กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังไทย ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งสิ้น 13,959 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26.13% โดยเอฟทีเอไทย-จีน ที่อัตราภาษีเหลือ 0% ช่วยผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ประกอบกับธัญพืชอื่นในตลาดโลกมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้ผู้นำเข้าหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทดแทน เขากล่าวว่า ปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น มีผลจากระบบการค้าเสรี ทั้งดับบลิวทีโอและเอฟทีเอ โดยจะเห็นได้จากเอฟทีเอไทย-จีน ที่สนับสนุนการส่งออกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ผู้ค้าของไทยต้องพยายามผลิตสินค้าโดยรักษามาตรฐานและคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดโลก ดูจากข้อมูลส่งออกพบว่าการส่งออกแป้งมันดิบปริมาณลดลง แต่มั่นใจว่าหากมาตรฐานแป้งมันสำปะหลัง ที่จะมีผลปฏิบัติก.ค.นี้ จะทำให้การส่งออกแป้งมันดิบดีขึ้น โดยช่วยลดปัญหาการตัดราคากันเองได้ เพราะสินค้าจากไทยจะมีมาตรฐานการส่งออกเดียวกัน? นายราเชนทร์ กล่าว
8 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
เล็งตลาดญี่ปุ่น-จีน ตลาดส่งออกมังคุด ตั้งเป้ากว่าพันตัน
นายอภิชาติ กาญจณโอภาส เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวถึง การส่งออกมังคุดของจังหวัดพังงาไปยังต่างประเทศ ว่า ผลผลิตมังคุดของจังหวัดพังงา เป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพราะเป็นมังคุดที่มีคุณภาพดี มีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสม เปลือกบาง เนื้อขาวนวล ไม่เป็นเนื้อแก้ว ไม่มียางไหลข้างใน รสหวานกลมกล่อม ขณะนี้ จังหวัดพังงาได้ส่งออกมังคุดยังไปประเทศต่างๆ หลายประเทศด้วยกัน เช่น ตลาดญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ออสเตรเลีย และกำลังทำตลาดเพื่อจะส่งออกไปยังตลาดในกลุ่มประเทศยุโรปต่อไป โดยตลาดหลักของมังคุดพังงานั้น จะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ในแต่ละปีพังงาสามารถส่งออกมังคุดไปยังตลาดญี่ปุ่นจำนวนมาก

ปัจจุบันมีบริษัทส่งออกผลไม้ไปยังต่างประเทศในจังหวัดพังงาประมาณ 5 บริษัท สนใจที่จะซื้อมังคุดของเกษตรกรไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยกำหนดราคาซื้อสูงกว่าราคาในตลาดถึง 3 เท่าตัว ซึ่งขณะนี้ ราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละกว่า 50 บาท ขณะที่ราคาการจำหน่ายในท้องตลาดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท แต่อย่างไรก็ตาม การส่งผลไม้ไปจำหน่ายในต่างประเทศ ต้องผ่านการคัดเลือกอย่างดี และผลไม้ที่นำไปขายจะต้องเป็นผลไม่ที่มีคุณภาพอยู่ในอันดับ 1 นายอภิชาติ กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้คาดว่า จังหวัดพังงาจะสามารถส่งผลไม้ไปขายในต่างประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัน ส่วนผลผลิตที่เหลือจะไปจำหน่ายในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ภูเก็ต กระบี่ สงขลา และจังหวัดอื่นๆ ในปีนี้คาดว่า จังหวัดพังงาจะมีรายได้จากการจำหน่ายมังคุดไม่ต่ำกว่า 190 ล้านบาท
7 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
รายงาน : ภัยธรรมชาติดันราคาพุ่ง50ดอลลาร์/ตัน
จีนทรุดหนักนำเข้าข้าวกว่า 7 ล้านตัน

" จีนและอินเดียมีการนำเข้าข้าวเพิ่ม เป็นเหตุให้ราคาเพิ่มถึงตันละ 50 ดอลลาร์ ขณะที่หลายประเทศต้องหันมาใช้ข้าวในสต็อกแทน" หลังจากหลายๆ ประเทศต่างประสบกับภัยธรรมชาติ ทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวลดลง จนทำให้หลายประเทศต้องหันมานำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปีนี้เพิ่มขึ้น นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน อดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ ปีนี้ผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายมาก โดยจีนมีผลผลิตข้าวรวมปีนี้ประมาณ 115 ล้านตัน ขณะที่ปีก่อนมีผลผลิตถึง 122.1 ล้านตัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่นเดียวกับเวียดนามที่ผลผลิตลดลงจากปีก่อน 21.5 ล้านตัน เหลือ 21.2 ล้านตัน โดยปีนี้ผลผลิตข้าวโลกอยู่ที่ 390.2 ล้านตัน

ในส่วนของสต็อกข้าวเช่นเดียวกับหลายประเทศ สต็อกเริ่มลดลง อาทิ จีนซึ่งปีนี้มีสต็อกข้าว 47 ล้านตัน ขณะที่ปีก่อนมีสต็อกถึง 67.2 ล้านตัน ส่วนอินโดนีเซียสต็อกข้าวปีนี้อยู่ที่ 3.1 ล้านตัน ปีก่อน 4.3 ล้านตัน เช่นเดียวกับไทยซึ่งมีการระบายข้าวในสต็อกออกขายมากขึ้น ทำให้สต็อกปีนี้เหลือเพียง 0.8 ล้านตัน ขณะที่ปีก่อนมีสต็อกข้าวถึง 2.1 ล้านตัน ส่วนเวียดนามสต็อกข้าวปีนี้อยู่ที่ 2.8 ล้านตัน ปีก่อน 3.4 ล้านตัน สำหรับการส่งออก ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 โดยปีนี้คาดว่าส่งออกประมาณ 8.7 ล้านตัน รองลงมาเวียดนาม 3.7 ล้านตัน สหรัฐ 3.3 ล้านตัน อินเดียส่งออก 2.5 ล้านตัน ขณะที่ประเทศที่ยังนำเข้าข้าวอันดับ 1 คือไนจีเรียมีการนำเข้าข้าวปีนี้ถึง 1.7 ล้านตัน อินโดนีเซีย 1.25 ล้านตัน อิรัก 1 ล้านตัน จีนอีก 1 ล้านตัน

"จากที่หลายๆ ประเทศต้องนำเข้าข้าวเพิ่ม โดยเฉพาะจีนและอินเดีย คาดว่าราคาน่าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึงตันละ 30-50 ดอลลาร์ การที่ราคาข้าวสูงทำให้หลายประเทศต้องหันมาใช้ข้าวในสต็อกเพิ่มขึ้น ดังนั้น ปีหน้าราคาก็น่าจะสูงขึ้นอีก"นายนิพนธ์ กล่าว ขณะที่ข้อมูลในรายงานของ นายทอม สเลตัน ผู้เชี่ยวชาญข้าวระดับโลก ระบุถึงการคาดการณ์ปริมาณนำเข้าและส่งออกข้าวในตลาดโลกของประเทศต่างๆ โดยระบุว่า การนำเข้าข้าวปี 2547 จะมีปริมาณการนำเข้าข้าวของประเทศต่างๆ รวมประมาณ 13.8 ล้านตัน เป็นการนำเข้าของจีน 1.25 ล้านตัน สหภาพยุโรปนำเข้า 1.1 ล้านตัน อินโดนีเซีย 1.25 ล้านตัน ฟิลิปปินส์ 1.1 ล้านตัน และซาอุดีอาระเบีย 1.25 ล้านตัน อิหร่าน 1.25 ล้านตัน อิรัก 1.25 ล้านตัน

ส่วนประเทศที่มีการส่งออกปีนี้ ประมาณการทั้งปีรวม 26.5 ล้านตัน แบ่งเป็น ไทย 9 ล้านตัน ปากีสถาน 2 ล้านตัน อินเดีย 2.755 ล้านตัน สหรัฐ 3.25 ล้านตัน และเวียดนาม 3.25 ล้านตัน จีน 1.4 ล้านตัน พม่า 2.5 แสนตัน ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย จะจัดสัมมนาใหญ่เพื่อทำร่างยุทธศาสตร์ข้าวปี 2547-2551 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันที่ 11 มิ.ย.นี้ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ข้าวขึ้นมาใน 5 ด้าน 1.การเพิ่มผลผลิต เช่น การจัดทำเขตการผลิตข้าวตามกลุ่มพันธุ์ การปรับโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงและกระจายพันธุ์ดี

2.การสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าเฉพาะถิ่น ผลักดันให้ใช้มาตรฐานการซื้อขายข้าวเปลือก และส่งเสริมการผลิตข้าวในตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวแฟนซี และข้าวญี่ปุ่น 3.การนำสินค้าเกษตรและอาหารสู่ตลาดโลก 4.การเร่งรัดให้มีการประกันภัยพืชผล และ 5.การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริการจัดการ ด้วยการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบครบวงจร "ไทยจะต้องสร้างจุดแข็งการค้าข้าวให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ในฐานะผู้นำ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพราะมีพันธุ์ข้าวหอมที่ดี มีข้าวหลายชนิดเป็นที่ต้องการของตลาดโลก"

ส่วนเป้าหมายการผลิตจะรักษาระดับพื้นที่เพาะปลูกให้อยู่ที่ 66.5 ล้านไร่ แต่จะต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น โดยกำหนดให้ปีการผลิต 2550/51 ผลผลิตต่อไร่จะต้องทำให้ได้ถึง 497 กก.คาดว่าจะมีปริมาณข้าวเปลือกถึง 33.075 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิ 4.5 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 89,780 ตัน ข้าวญี่ปุ่น 130,000 ตัน ในร่างยุทธศาสตร์ได้ตั้งเป้าที่จะให้ชาวนา 3.784 ล้านครัวเรือน มีรายได้ปี 2551 ครอบครัวละ 59,920 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีรายได้ครอบครัวละ 36,888 บาท หากคิดจากจำนวนชาวนาทั้งประเทศแล้ว คาดจะมีรายได้จากการขายข้าวปี 2551จำนวน 226,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีรายได้รวม139,586 ล้านบาท เช่นเดียวกับการส่งออกคาดว่าภายในปี 2551 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 113,253 ล้านบาท จากปี 2546 ที่มีการส่งออก 82,164 ล้านบาท
6 มิถุนายน 2547

แหล่งข่าว: ผู้จัดการรายวัน
เอกชนยกเอฟทีเอ.ถกนายกฯ
วันนี้ (7มิ.ย.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในการหารือกับ 11 สมาคมธุรกิจ .ในงาน " นักธุรกิจพบนายกฯทักษิณ ชินวัตร" ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นงานที่ริเริ่มโดยภาคเอกชน ซึ่งเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งเรื่องน้ำมันแพง จึงต้องการสะท้อนปัญหา และสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ รวมทั้ง รับฟังมุมมอง แนวทางการจัดการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

รายงานข่าวจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งที่จะนำเสนอปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมในงานวันนี้ เปิดเผยว่า ภาพที่จะเสนอต่อนายกฯคือ จะชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมช่วงที่เหลือของปี 2547 ปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวังคือ ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่ลดต่ำลงโดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นที่ส.อ.ท.จัดทำในเดือนเม.ย.2547 ที่ต่ำสุดในรอบ 12 เดือนอันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ไม่ดีนัก เนื่องจากถูกกระทบจากราคาวัตถุดิบและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ หากดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงต่อเนื่อง 3-5 เดือน อาจจะกระทบต่อแผนการผลิตและการลงทุน จึงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยกำลังประสบปัญหาถูกสินค้านำเข้าจากจีนที่มีราคาต่ำทุ่มตลาด รวมทั้งมีการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ โดยนำสินค้าจากจีนเข้ามาใช้ยี่ห้อของไทยเพื่อส่งออก ซึ่งเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องทำนองเดียวกันนี้ กำลังจะเกิดขึ้นกับอีกหลายธุรกิจ เช่น ผักและผลไม้ ดังนั้น เรื่องหนึ่งที่จะพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีคือ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะการทำเขตการค้าเสรี (FTA) ที่จะมีตามมาอีกหลายประเทศด้วยการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับก่อนทำการตกลงเปิดเสรี เพราะโอกาสที่สินค้าในประเทศจะประสบปัญหาการเข้ามาตีตลาดของสินค้านำเข้าจะมีสูง

"มาตรฐานสินค้าของไทย จัดทำกันช้ามาก และถือว่าไม่มีเทคนิคที่จะปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ เมื่อเทียบกับการที่สินค้าไทยส่งออกไปยังต่างประเทศที่โดนสารพัดรูปแบบ อนาคตหากปล่อยเช่นนี้และรัฐไม่จริงจังกับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยแล้วระยะยาวก็จะลำบากโดยเฉพาะเกษตรกรไทย"แหล่งข่าว ส.อ.ท.จะเสนอแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ระยะเร่งด่วน คือ 1. เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 2. ภาครัฐควรให้การสนับสนุนข้อมูลด้านการตลาดและต้นทุน ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนแหล่งปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) โดยทั่วไปให้สามารถเข้าถึงได้

ส่วนระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 1. ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ภาครัฐควรเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจการลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการเงิน จัดตั้งกองทุนส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน 2. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นการจัดตั้งสถาบันเฉพาะด้านให้มากขึ้น 3. การรักษาเสถียรภาพต้นทุนการผลิต โดยกำหนดนโยบายการใช้พลังงานทดแทนน้ำมันให้ชัดเจน ดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ 4. การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยการเน้นพัฒนาธุรกิจพาณิชย์นาวีของไทย 5. การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ(cluster)

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปี 2547 เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักของไทยที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้คาดว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงบ้าง โดยเฉพาะการถูกกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นและสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่หากยังยืดเยื้อ ซึ่งทิศทางของราคาสินค้าหลายรายการมีแนวโน้มจะต้องปรับขึ้นในช่วงไตรมาส 3 นี้
3 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
ไทยค้าเกินดุล จีนระยะ 3 เดือน 162 ล้านบาท
เชียงราย 28 พ.ค.-- การค้าไทย-จีนผ่านเชียงราย 3 เดือนแรก นำเข้าเกือบ 140 ล้านบาท ขณะส่งออกยังมีมูลค่าถึง 394 ล้านบาท หอการค้าเร่งพัฒนาความสามารถ ในการแข่งขันรับมือในอนาคต รายงานข่าวจากสำนักงานพาณิชย์ จ.เชียงราย แจ้งตัวเลขการค้าไทย-จีน ในปี 2547 นี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม พบว่ามีการนำเข้าสินค้าจากจีนแล้ว 139,871,349 บาท โดยสินค้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นผลไม้ และพืชผักรวมกันกว่า 99,221,269 บาท เครื่องอุปโภคบริโภค 22,316,426 บาท ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 10,171,417 บาท ส่วนเดือนเมษายน ที่ผ่านมา มีการนำเข้ารวม 47 ล้านบาท

ส่วนการส่งออกของไทยตั้งแต่มกราคม-มีนาคม มีมูลค่ารวม 394,015,546 บาท โดยสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าทางการเกษตร 279,768,526 บาท เครื่องอุปโภคบริโภค 58,081,490 บาท รถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ 16,437,825 บาท ส่วนเดือนเมษายน มีการส่งออกมูลค่า 59 ล้านบาท นายรณภพ สุขิตาวุธ ประธานกลุ่มชาวสวนดอยวาวี จ.เชียงราย ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ของ จ.เชียงราย กล่าวว่า สินค้าที่น่าห่วงว่าจะได้รับผลกระทบ คือ ประเภทพืชผักเกษตร โดยเฉพาะในยุคการใช้ข้อตกลงลดภาษีสินค้าเกษตรและผลไม้ไทย-จีน เหลือ 0% หรือเอฟทีเอ เพราะพืชผักของจีนมีต้นทุนที่ต่ำ ปลอดสารพิษและยังมีขนาดใหญ่ หรือสมบูรณ์มากกว่าจึงทำให้การนำเข้าพืชผักจากจีนเริ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ขณะที่การส่งออกของไทยไปจีนยังมีปัญหาตรงที่พืชผักในบ้านเรามีต้นทุนสูงกว่า เพราะมีการใช้สารเคมีซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูยาวนาน ขณะที่พืชผักที่พอจะส่งออกไปได้ยังไม่ได้รับความสะดวกจากปัญหาภายในเพราะต้องไปตรวจโรคพืชที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ห่างจากเชียงรายอย่างมาก จนอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าที่บอบช้ำหรือเสียหายง่ายอย่างพืชผักได้ นายเสริมชัย กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า ในอนาคตสินค้าจีนหลากหลายชนิดจะส่งเข้ามาในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เฉพาะแต่ประเภทสินค้าเกษตร หรืออื่นๆ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่อาจจะหลากหลายขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัว เพื่อรับการแข่งขัน โดยพยายามหาช่องทางในการส่งสินค้าไปยังจีนให้มากขึ้นกว่าเดิม และพยายามพัฒนาบุคลากรภายในประเทศให้สามารถรองรับเรื่องธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้ทัน

"การพัฒนาการแข่งขัน และบุคลากรถือเป็นภารกิจของหอการค้าที่ได้ดำเนินการอยู่เป็นประจำเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และจากการที่จีนได้วางแผนเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน ก็ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เกิดจากวิวัฒนาการการย้ายฐานการผลิตของสินค้าจีนมายังประเทศไทย ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวเพื่อให้ได้ผลประโยชน์จากกระแสจีนลงให้ได้" นายเสริมชัย กล่าว
2 มิย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
"พินิจ" นำทัพนักธุรกิจไทยดูลู่ทางลงทุนยูนนาน
"พินิจ" เตรียมนำคณะนักธุรกิจไทยกว่า 100 คน ศึกษาลู่ทางการลงทุนคุนหมิง และเชียงรุ้ง เมืองศูนย์กลางการค้า และการลงทุนของจีนตอนใต้ ระหว่างวันที่ 5-10 มิ.ย. นี้ หนุนนักลงทุนไทยลงทุนในจีน และดึงนักลงทุนจีนเข้าไทย นายสมพงษ์ วนาภา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 5-7 มิ.ย. นี้ นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะนำคณะนักธุรกิจไทยกว่า 100 คน เดินทางไปเยือนคุนหมิง เพื่อศึกษาโอกาสทางธุรกิจ และลู่ทางการลงทุนในมณฑลยูนนาน รวมทั้งเข้าชมงานคุนหมิงแฟร์ ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของจีน ระหว่างวันที่ 6-10 มิ.ย.ด้วย

นายสมพงษ์ กล่าวว่า บีโอไอจะมุ่งเน้นการลงทุนทั้งสองทาง คือ ชักจูงให้จีนมาลงทุนในไทย และสนับสนุนนักธุรกิจไทยไปลงทุนในจีน โดยการไปมณฑลยูนนานครั้งนี้ คณะนักธุรกิจไทยจะได้ศึกษาศักยภาพของมณฑลยูนนาน ทั้งจากการเข้าชมงานคุนหมิงแฟร์ และงานสัมมนาโอกาสการลงทุน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนและนักธุรกิจไทยที่ลงทุนแล้วมาร่วมบรรยาย รวมถึงตอบข้อซักถามของนักธุรกิจไทย ขณะที่บีโอไอจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธาน CCPIT ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการส่งเสริมการลงทุน และประธานหอการค้าของทั้งมณฑลยูนนานและเมืองจิ่งหง เพื่อส่งเสริมให้มีความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น นอกจากนี้จะได้เยี่ยมชมโรงงานที่เมืองคุนหมิง และเยี่ยมชมระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองจิ่งหง หรือเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านและศูนย์กลางคมนาคมของจีน มายังอาเซียนผ่านพม่าและไทย รวมทั้งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการลงทุนที่สำคัญระหว่างจีนตอนใต้ และอาเซียน

ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยไปลงทุนในยูนนาน แล้วกว่า 100 โครงการ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย และกสิกรไทย กิจการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช การวิจัยพันธุ์พืช ปลูกดอกไม้ ฯลฯ ขณะที่ธุรกิจที่ยูนนาน ลงทุนในไทย ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว เวชภัณฑ์ ยาสูบ และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดเชียงราย
22 พค. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
สมอ.รื้อกฎหมายตั้งเงื่อนไขรับรองคุณภาพ
สมอ. รื้อกฎกระทรวง หวังสร้างเงื่อนไขรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ให้เท่าเทียมกัน ส่งสำนักงานกฤษฎีกาพิจารณารูปแบบแก้ไขกฎหมาย นายไพโรจน์ สัญญะเดชากุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้แก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงฉบับที่ 1 ฉบับที่ 5 และฉบับที่ 6 ออกตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์ ที่ทำในประเทศ กับผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศให้เท่าเทียมกัน ตามนโยบายของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2546 และได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขรูปแบบ

โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการขออนุญาต การตรวจสอบ และการออกใบอนุญาตโดยมีสาระสำคัญในเรื่องหลักฐานประกอบการขอรับใบอนุญาต ผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้ขอต้องแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เอกสารที่ยื่นประกอบคำขอรับใบอนุญาตใช้หลักฐานเดียวกันกับผู้นำเข้า กรณีมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ฯ ชนิดเดียวกันจากสถานที่ผลิตเดียวกันหลายราย และมีผู้นำเข้าได้ยื่นหลักฐานไว้แล้ว ผู้นำเข้ารายอื่นได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นหลักฐานบางส่วน แต่ต้องมีหนังสือรับรองจากผู้ทำในต่างประเทศว่าผลิตภัณฑ์ฯ นั้น ทำจากสถานที่และกรรมวิธีเดียวกัน นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า เรื่องการตรวจสอบนั้น ให้ดำเนินการตรวจสอบแต่ละผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตามความเหมาะสมซึ่งสอดคล้องกับแนวทางสากล และเจ้าหน้าที่อาจไปตรวจสถานที่ผลิตในต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องแบบคำขอ และแบบในอนุญาตให้เป็นไปตามที่ สมอ.กำหนด ทั้งนี้ สมอ. ได้ประกาศกำหนดแบบคำขอรับใบอนุญาตแล้ว ตามประกาศ สมอ. ลงวันที่ 8 มี.ค.2527 ทั้งนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาต ซึ่งแก้ไขใหม่ และขออนุญาตตั้งคณะกรรมการวิชาการรายสาขาอุตสาหกรรม จะทำให้ประชาชนได้รับความเท่าเทียมกันทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ทำในประเทศและที่นำเข้าจากต่างประเทศ
20 พค. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
ไทยผนึกอาเซียนเพิ่มขีดแข่งขันอุตฯ สิ่งทอ รองรับเปิดเสรี ปี 48 - สู้คู่แข่งจีน
"เอกชนไทย" ผนึกชาติอาเซียน เพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมสิ่งทอ สู้จีนรองรับเปิดเสรี ปี 48 หลังตลาดส่งออกแข่งเดือด เตรียมย้ายฐานผลิตไปประเทศต้นทุนแรงงาน-วัตถุดิบต่ำ วางแผนขยายตลาดในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าส่งออกปีนี้ 6,000 ล้านดอลลาร์ นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน ได้สร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างตลาดและอำนาจต่อรอง รวมถึงเพิ่มขีดแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งทอระหว่างกันมากขึ้น รองรับการเปิดเสรีสิ่งทอในปี 2548 ซึ่งเบื้องต้นวางแผนจะให้เกิดความเชื่อมโยง และรับช่วงการผลิตของกลุ่มอาเซียน ตลอดจนผลักดันให้มีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ เช่น ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวเช่น จีน โดยขณะนี้ไทยได้ผลักดันไปแล้วและมีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มย้ายฐานการผลิตไปประเทศดังกล่าว และเชื่อว่าประเทศในอาเซียนจะดำเนินตามนโยบายดังกล่าวมากกว่าฐานการผลิตเดิมที่มีต้นทุน

"เอกชนไทย" ผนึกชาติอาเซียน เพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมสิ่งทอ สู้จีนรองรับเปิดเสรี ปี 48 หลังตลาดส่งออกแข่งเดือด เตรียมย้ายฐานผลิตไปประเทศต้นทุนแรงงาน-วัตถุดิบต่ำ วางแผนขยายตลาดในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าส่งออกปีนี้ 6,000 ล้านดอลลาร์ นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน ได้สร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างตลาดและอำนาจต่อรอง รวมถึงเพิ่มขีดแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งทอระหว่างกันมากขึ้น รองรับการเปิดเสรีสิ่งทอในปี 2548 ซึ่งเบื้องต้นวางแผนจะให้เกิดความเชื่อมโยง และรับช่วงการผลิตของกลุ่มอาเซียน ตลอดจนผลักดันให้มีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ เช่น ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวเช่น จีน โดยขณะนี้ไทยได้ผลักดันไปแล้วและมีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มย้ายฐานการผลิตไปประเทศดังกล่าว และเชื่อว่าประเทศในอาเซียนจะดำเนินตามนโยบายดังกล่าวมากกว่าฐานการผลิตเดิมที่มีต้นทุน

นอกจากนี้อาเซียนยังร่วมกันสร้างศักยภาพ และขยายตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอในภูมิภาค โดยจะแสดงสินค้าสิ่งทอร่วมกัน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มประเทศอาเซียนได้จัดงานแสดงสินค้าสิ่งทอ และแฟชั่นของอาเซียน โดยมีสินค้าจากทุกประเทศจัดแสดงที่ ฮ่องกง เพื่อโชว์ขีดความสามารถการผลิตสินค้าของแต่ละประเทศ เป็นการโพรโมตตลาดในลักษณะเดียวกับความร่วมมือของกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียูให้ลูกค้าในต่างประเทศที่สนใจสั่งออเดอร์สินค้าจากอาเซียนได้โดยปีนี้ ตั้งเป้าส่งออกสิ่งทอไว้ที่ประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% "ปี 48 การแข่งขันตลาดส่งออกสิ่งทอจะรุนแรงมาก ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่ม รองรับการแข่งขัน ซึ่งการที่อาเซียนผนึกกำลังกันจะทำให้ขีดแข่งขันสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างและขยายตลาดในภูมิภาครองรับสินค้าของประเทศสมาชิกเองด้วย โดยใช้ศักยภาพของแต่ละประเทศที่มีอยู่ อาทิ วัตถุดิบ ค่าแรง และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าการส่งออกเพียงลำพัง ซึ่งจะอยู่ไม่ได้ โดยในส่วนของไทยต้องการให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างกันกรณีย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น" นายพงษ์ศักดิ์ ย้ำ

นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า สถาบันพัฒนาสิ่งทอได้เร่งพัฒนาและเพิ่มขีดแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย รองรับการเปิดเสรีสิ่งทอในปีหน้า รวมถึงดำเนินการหลายกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ เช่น การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)กับประเทศต่างๆ การพัฒนาซอฟต์แวร์ เอ็นเตอร์ไพร์ส รีซอร์ท แพลนนิ่ง(ERP)ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ใหม่ที่จะรวบรวม และเชื่อมโยงข้อมูลของอุตสาหกรรมสิ่งทอ อย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับออเดอร์ไปจนถึงวัตถุดิบและแผนการผลิตตลอดจนการขนส่งสินค้า และเชื่อมโยงสินค้า ซึ่งจะทำให้การประสานงานการผลิตสะดวกรวดเร็วและลดต้นทุนการผลิตได้กว่า 15-20% โดยใช้เงินลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์เพียง 10 ล้านบาท
7 พค. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
ชาวสวนกล้วยหอมไทยเฮจีนเล็งนำเข้า
ชาวสวนกล้วยหอมไทยเฮ จีนสนใจนำเข้าแบบไร้เงื่อนไข คาดสร้างรายได้เข้าประเทศถึงปีละ 1,000 ล้านบาท เกษตรฯเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มจากที่มีแค่ 2 จังหวัด นายบุญมี จันทรวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยหลังนำคณะผู้แทนสหกรณ์ไทยไปเยือนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ขณะนี้ทางการจีนให้ความสนใจจะนำเข้าผลผลิตสดจากไทยหลายชนิด โดยเฉพาะกล้วยหอมไทย ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดสินค้าใหม่ เพราะปัจจุบันจีนนำเข้ากล้วยหอมจากฟิลิปปินส์ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ จึงต้องการนำเข้ากล้วยหอมจากไทย

เนื่องจากกล้วยหอมไทยมีคุณภาพได้รับการยอมรับ มีความปลอดภัยจากโรคและแมลง จนทำให้ญี่ปุ่นสั่งนำเข้าจากไทยปีละกว่า 20.98 ล้านบาท โดยสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด และสหกรณ์ท่ายาง จำกัด จ.เพชรบุรี ผลิตและส่งออกไปขายให้สหกรณ์ผู้บริโภคโตโต้ และสหกรณ์ชุตุเคนของญี่ปุ่น สำหรับเงื่อนไขการส่งออกกล้วยหอมไปจีน ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างจากการนำเข้าของญี่ปุ่น เพราะจีนอนุญาตให้ส่งออกกล้วยหอมโดยไม่จำกัดขนาดไซส์ ขณะที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเคร่งครัดการส่งออก โดยกำหนดขนาดมาตรฐานเท่ากันที่ 8-9 นิ้วต่อลูกเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขของจีนครั้งนี้คาดว่าไทยน่าจะสามารถส่งออกไปจีนได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยรองรับสินค้าที่ตกเกรดไม่สามารถส่งออกไปญี่ปุ่นได้ด้วย

ส่วนแนวทางการดำเนินงานต่อไป กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเรียกกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกล้วยหอมมาหารือ เพื่อกำหนดทิศทางการเปิดตลาดสินค้าส่งออกกล้วยหอมไปจีน เพราะขณะนี้พื้นที่ปลูกกล้วยหอมของไทยมีจำกัดแค่ 2 จังหวัด คือ เพชรบุรีและชุมพร ดังนั้น หากขยายพื้นที่การปลูกเพิ่มเพื่อส่งออกไปจีนให้มากขึ้น และคาดจะช่วยสร้างมูลค่าในการส่งออกไปจีนได้ไม่ต่ำกว่า 100-1,000 ล้านบาทต่อปี นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย.นี้ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 11,284 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักในการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด คือ ตลาดจีน เนเธอร์แลนด์ สเปน เบลเยียม และโปรตุเกส โดยเอกชนจีนบางรายต้องการจะเข้ามาลงทุนตั้งบริษัทขึ้นในไทย เพื่อรวบรวมวัตถุดิบผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปยังจีนโดยตรง
6 พค 2547

แหล่งข่าว: ประชาชาติธุรกิจ
จีนโวยวายผลไม้ไทยไม่พอขาย ไทยศอกกลับถูกกีดกันหนัก
FTA ไทย-จีนยังขรุขระ ปัญหาอุปสรรคเพียบ เจ้าของตลาดกลางผักผลไม้กว่างโจวโวย คนจีนต้องการผลไม้ไทย แต่ติดขัดเรื่องสารตกค้าง เที่ยวเรือขนส่งมีน้อย และระบบรับรองผลไม้ของจีนเอง ขณะที่ฝ่ายไทยตั้งป้อมถูกกีดกันการค้า เตรียมส่ง "บรรพต" ปลัดเกษตรฯบินด่วนเจรจาขอทำความตกลงมาตรฐานเท่าเทียมกัน Mr.Ye Chan Jiang เจ้าของตลาดผัก-ผลไม้ Jiangnan มณฑลกว่างโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังจากที่ความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผัก-ผลไม้ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทยกับจีนมีผลบังคับใช้ว่า ส่งผลทำให้ปริมาณนำเข้าผลไม้ไทย มาจีนเพิ่มขึ้น

เห็นได้จากตัวเลขปริมาณผลไม้ที่เข้ามาในตลาด Jiangnan จากวันละ 500 ตัน เป็นวันละ 1,000 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณทั้งหมดที่เข้ามาในตลาดวันละ 2,000 ตัน โดยสินค้าที่นำเข้ามาได้แก่ ทุเรียน, มังคุด, ลำไย, มะเฟือง, กล้วย และลิ้นจี่ Mr.Ye Chan Jiang กล่าวว่า ถึงแม้การเปิด FTA จะทำให้ปริมาณการนำเข้าผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการนำเข้า ได้แก่ 1)ผลไม้ของไทยที่นำเข้ามายังมีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงขอให้ผู้ส่งออกไทยควบคุม ดูแลผลไม้ไม่ให้มีสารตกค้างเกิดขึ้น 2)เส้นทางการขนส่งผลไม้ทางเรือจากไทยมากว่างโจวมีน้อย เพียงวันละ 1 เที่ยว ในขณะที่ฮ่องกงมีเรือขนส่งผลไม้จากไทยมาถึงวันละ 5 เที่ยว

ดังนั้นผลไม้ไทยที่นำเข้ามาส่วนใหญ่จะต้องผ่านฮ่องกงก่อน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาเพิ่มขึ้น หากไทยจัดเรือขนส่งมาที่กว่างโจวโดยตรง ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายจากการขนส่งได้ตู้ละ 4,000-5,000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 20,000-25,000 บาท และประหยัดเวลาได้ไม่ต่ำกว่า 1 วัน และ 3)สวนทุเรียนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เซ็นลงนามข้อตกลงรับรองมาตรฐานกับจีนในปัจจุบันมีอยู่เพียง 5 สวนเท่านั้น ซึ่งนอกเหนือจาก 5 สวนนี้แล้ว สวนอื่นๆ จะไม่สามารถส่งออก ทุเรียนไปจีนได้เลย ทำให้ปริมาณทุเรียนที่นำเข้ามาไม่เพียงพอต่อความต้องการของจีน จึงอยากให้รัฐบาลไทยแก้ไขข้อตกลงที่ทำไว้ เพื่อเพิ่มปริมาณสวนทุเรียนที่ได้มาตรฐานสามารถส่งออกได้มากขึ้น

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า ในเรื่องของทุเรียน 5 สวนที่ทางจีนรับรองไว้นั้น ถือเป็นการลงนามในข้อตกลงรับรองมาตรฐานเก่าที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาบังคับใช้ไว้แค่ 3 ปี หรือในปี 2543 ก็จะหมดอายุไปโดยปริยาย หลังจากนั้นทางกระทรวงเกษตรฯก็ได้ทยอยส่งรายชื่อสวนทุเรียนที่มาขึ้นทะเบียนไว้ไปยังประเทศจีนเพื่อให้จีนรับรอง ปรากฏฝ่ายจีนไม่ยอมยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว แต่กลับใช้เป็นมาตรการกีดกันการค้าไม่ยอมให้มีการนำเข้าทุเรียนจากไทยอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 นี้ นายบรรพต หงส์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเดินทางไปเจรจากับ Mr.Li Chang Jing รัฐมนตรีช่วยของกระทรวงตรวจโรคและกักกันของจีน (AQSIC) ให้ยกเลิกข้อตกลงเดิมและยกร่างข้อตกลงใหม่ โดยกำหนดเป็นกรอบกว้างๆ ไว้ 2 ประเด็น คือ 1)ให้ผลไม้ไทยที่นำเข้าไปจีนใช้มาตรฐานที่เท่าเทียมกันกับของจีน โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรฐานสุขภาพสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Standard : SPS) ทางฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดูแลเอง จะไม่เกี่ยวกับประเด็นของการส่งออก และ 2)การรับรองสินค้า ในเรื่องของแหล่งกำเนิดสินค้าและการควบคุมคุณภาพสินค้าไม่ให้มีสารตกค้าง

"ปัจจุบันไทยผลิตทุเรียนได้ปีละ 1 ล้านตัน แต่สามารถส่งไปที่จีนได้เพียงปีละ 10,000 ตันเท่านั้น เรามีรายชื่อสวนทุเรียนที่มาลงทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯกว่า 10,000 ราย ซึ่งเราก็ได้ทยอยส่งรายชื่อเหล่านี้ไปจีนแล้ว และในวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ก็ส่งรายชื่อทั้งหมดไปที่มณฑลปักกิ่ง ยังไม่รู้ผลว่าปักกิ่งยอมรับหรือไม่ โดยในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯก็จะเดินทางเจรจา ถ้าหากจีนไม่ยอมรับ เราก็คงจะต้องใช้มาตรการย้อนกลับกับจีนบ้าง เช่น ให้จีนต้องขึ้นทะเบียนสวนแอปเปิลทุกสวนที่ส่งออกมาประเทศไทย" นายสมชายกล่าว

นอกจากนี้ นายสมชายยังได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับส่งออกผลไม้ไทยไปจีนอีก 3 ประเด็น คือ 1)จีนได้มีการปราบปรามเกี่ยวกับการทุจริต การปฏิบัติงานจะต้องมีความโปร่งใส จึงได้มีการเข้มงวดเรื่องการนำเข้ามากขึ้น 2)สินค้าที่ส่งออกไปจะต้องมาที่ท่าเรือฮ่องกง ซึ่งไม่ต้องใช้ใบรับรองมาตรฐานของ AQSIC แต่เมื่อสินค้าที่กระจายจากท่าเรือฮ่องกงไปจีน กลับมาถูกกักกันที่เฉินเจิ้น ในประเด็นนี้กระทรวงเกษตรฯจะไปเจรจาขอให้ฮ่องกงเป็นสถานที่ต้นทางในการตรวจสินค้าตามมาตรฐานของ AQSIC และ 3)กรณีปัญหาที่ จีนกล่าวหาว่าผลไม้ไทยที่ส่งออกไปมีสารปนเปื้อน จนต้องระงับการนำเข้า ที่ผ่านมาเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นการกล่าวอ้างของจีนที่ต้องการกีดกันการค้าไทยหรือไม่ ไม่มีการตรวจสอบซ้ำ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯก็จะส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคไปประจำอยู่ท่าเรือสำคัญของจีนทั้งหมด เพื่อป้องกันการกล่าวจากจีน โดยเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะตรวจเช็กสินค้าซ้ำทันทีเมื่อจีนเห็นว่าสินค้าผักผลไม้ไทยที่นำเข้ามามีปัญหา
3 พค. 2547

แหล่งข่าว: ประชาชาติธุรกิจ
พาณิชย์กล่อมจีนลดกีดกันFTA เจาะ4เมืองดันผลไม้เพิ่ม100%
พงษ์ศักดิ์" มั่นใจส่งออกผลไม้ไทยไปจีนเพิ่ม 100% แน่ในปี 47 หลังกล่อมศุลกากรจีนยอมผ่อนคลายกฎระเบียบให้ผู้ส่งออกไทย เผยแผนเจาะตลาดจีนเน้นจับผู้นำเข้ารายใหญ่ เริ่มโปรโมตผลไม้ไทยในปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้-กวางโจว-คุนหมิง

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเปิดงาน Thailand Festival 2004 ที่ห้างสรรพสินค้า Tust-mart มณฑลกวางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 ถึง แนวโน้มตลาดผลไม้ในจีนว่า คนจีนนิยมบริโภคผลไม้เมืองร้อนจากไทยมาก โดยเฉพาะลำไยและทุเรียนสด ทำให้คาดว่าในปี 2547 มูลค่าการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 100 สำหรับมูลค่าการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2547 มีมูลค่า 14.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 ที่มีมูลค่า การส่งออกผลไม้ 9 ล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุ ที่มูลค่าการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากรัฐบาลไทยได้มีการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับจีน โดยเริ่มลดภาษีผักผลไม้ระหว่าง 2 ประเทศลงเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546

อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของการเปิด FTA มีผู้ส่งออกไทยร้องเรียนมาว่า การส่งออกผลไม้ไทยมาจีน มีอุปสรรคมาก ดังนั้นผมจึงเดินทางไปปักกิ่งเพื่อหารือถึงปัญหาอุปสรรคดังกล่าวกับ เจ้าหน้าที่พิธีการศุลกากรของปักกิ่ง ผลตอบรับที่ได้ค่อนข้างดี เจ้าหน้าที่ของจีนเข้าใจและพร้อมที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ให้กับผู้ส่งออกไทย เช่น การตรวจสิ่งปนเปื้อนสินค้า ทางการปักกิ่งรับปากว่า จะใช้วิธีการ สุ่มตรวจ โดยจะไม่ตรวจสินค้าทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา" นายพงษ์ศักดิ์กล่าว ขั้นต่อไปทางกระทรวงพาณิชย์จะเจรจาหารือทำความเข้าใจกับมลฑลที่มีกฎระเบียบการนำเข้าเข้มงวด นอกจากนั้นจะเชิญข้าราชการระดับสูงจากจีนมาดูกระบวนการผลิตของไทย ให้รู้ว่า การผลิตมีความปลอดภัยได้มาตรฐาน เชื่อว่า หลังจากนี้จีนจะแก้ปัญหาอุปสรรคการส่งออกที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกไทยทำให้กระบวนการส่งออกรวดเร็วขึ้น ส่งผลดีทำให้สินค้าผลไม้ไทยส่งออกได้มากขึ้น

ทางด้านแผนการนำสินค้าผลไม้ไทยไปเจาะตลาดจีนนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับเอกชนผู้นำเข้ารายใหญ่ในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กวางโจว เพื่อให้เอกชนกลุ่มนี้เป็นกลไกในการที่จะกระจายสินค้าผลไม้ไทยไป ทั่วจีน โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้วางแผนการตลาดและโปรโมตผลไม้ไทย ในรูปแบบการจัดนิทรรศการเหมือนที่ทำในห้างสรรพสินค้า Tust-mart เพื่อให้คนจีนได้เห็นและคุ้นเคยกับสินค้าไทยมากขึ้น สำหรับแผนการโปรโมตผลไม้ไทย จะเริ่มต้นแต่เดือนเมษายน ใน 4 มณฑล ได้แก่ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กวางโจว และคุนหมิง โดยนายพงษ์ศักดิ์ระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม-มีนาคม ที่จีนลดภาษีผลไม้ให้ไทยเหลือร้อยละ 0 ผลไม้ไทยส่งออกไปจีนไม่ได้ เต็มที่เพราะเป็นนอกฤดูกาล แต่ในเดือนเมษายนนี้ ผลไม้แทบทุกชนิดของไทยจะออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จะเร่งจัดนิทรรศการโปรโมตผลไม้ไทยให้เป็นที่รับรู้ของคนจีนมากขึ้น ทำให้การส่งออกผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นมากทั้งมูลค่าและปริมาณอย่างแน่นอน
24 เมย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
พาณิชย์รับประเมินพลาดออเดอร์ซื้อไม่ถึง 100 ล้าน
"พาณิชย์"รับประเมินความต้องการ สินค้าตลาดจีน-อินเดียพลาด พบราคาสินค้าจีนถูกกว่าไทย 50% ส่งผลคณะผู้แทนการค้าเจาะตลาดใหม่ ได้รับออเดอร์สั่งซื้อสินค้าน้อย มูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท ขณะที่ตลาดตะวันออกกลาง-แอฟริกา ยอดสั่งซื้อสินค้าร่วม 3.3 พันล้านบาท นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้จัดทำโครงการส่งนักธุรกิจเดินทางไปเจาะตลาดในภูมิภาคต่างๆ (เอกซ์ปอร์ต แรลลี่) ซึ่งในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้เดินทางเยือน จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ เพื่อแสวงหาตลาดใหม่ รวม 4 ตลาด 6 คณะ ปรากฏว่า ได้รับออเดอร์สั่งซื้อสินค้าทันทีมูลค่า 180 ล้านบาท และได้ตกลงที่จะสั่งซื้อและส่งมอบภายใน 1 ปี มูลค่า 3,523.39 ล้านบาท รวมออเดอร์ของโครงการ 3,703.47 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในการเดินทางเจาะตลาดของคณะเอกซ์ปอร์ต แรลลี่ ที่มีผู้ซื้อตอบรับน้อย คือ ตลาดจีน ที่มีคณะเดินทางรวม 3 คณะ 1. นครเซี่ยงไฮ้ 2. กวางโจว กวางตุ้ง มณฑลฟูเจี้ยน 3. เมืองฉางชุน มณฑลจี้หลิน ทั้งหมดมีออเดอร์รวมกันมูลค่า 86.93 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าการสั่งซื้อที่น้อยมาก เนื่องจากผู้ซื้อได้ทำการค้ากับฮ่องกงอยู่แล้วและตกลงค้ากับผู้ค้ารายใหญ่ในเมืองกวางโจว ต้องปรับแผนเข้าไปเจาะผู้ซื้อรายใหญ่แทน เพื่อให้ช่วยกระจายสินค้าไทย แหล่งข่าวจากคณะเดินทางไปเจาะตลาดจีน ยอมรับว่า สาเหตุของคำสั่งซื้อน้อย เนื่องจาก คณะสำรวจเจาะตลาดพิเศษ (สเปเชียล ทาสค์ ฟอร์ซ) ที่เดินทางไปล่วงหน้า ประเมินกลุ่มสินค้าที่จะนำไปทำตลาดผิดพลาด โดยสินค้าที่นำไปจำหน่ายเป็นสินค้ากลุ่มเดียว กับที่จีนผลิตและจำหน่ายในตลาดอยู่แล้ว ซึ่งราคาสินค้าจีนถูกกว่าสินค้าไทยถึง 50% จึงไม่สามารถขายตลาดเพิ่มได้ กลุ่มสินค้าที่เดินทางไป ประกอบด้วย อาหารแปรรูป ของใช้ตกแต่งบ้าน ผักและผลไม้สด ลำไยแห้ง เป็นต้น ซึ่งการเดินทางของเอกซ์ปอร์ตแรลลี่ 6 คณะ ครั้งนี้ใช้เงินรวมไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยกรมสนับสนุนเฉพาะค่าที่พักให้กับเอกชนเท่านั้น

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนตลาดอินเดีย คณะเอกซ์ปอร์ต แรลลี่ ได้เดินทางไปยังเมือง เชนไน บังกะลอร์ และมุมไบ มีมูลค่าการสั่งซื้อ 72.97 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจ คือ เครื่องตกแต่งบ้าน ส่วนสินค้ารายการอื่นแนวโน้มไม่ดีนัก เนื่องจากสินค้าของไทยยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน ให้ตรงกับรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคในอินเดีย แต่มีการสั่งซื้ออาหารมังสวิรัติ ปลาทูน่ากระป๋อง ผักและผลไม้กระป๋อง ผลไม้สด เครื่องประดับเทียมบ้างในปริมาณเล็กน้อย สำหรับตลาดที่คณะเอกซ์ปอร์ต แรลลี่ ได้รับผลตอบรับที่ดี ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง ที่เดินทางไป เยเมน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปรากฏว่ามีมูลค่าการสั่งซื้อสูงถึง 3,382.13 ล้านบาท ซึ่งในตลาดเยเมน มีศักยภาพเป็นประตูที่จะส่งสินค้าไปสู่แอฟริกาตะวันออก และประเทศซาอุดีอาระเบียได้ ร่วมทั้งตกลงแผนการตั้งฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งในเยเมน

ขณะที่ตลาดคูเวต จะใช้เป็นประตูการค้าไปสู่อิรัก โดยในตลาดคูเวตได้รับการสั่งซื้อข้าวเดือนละ 5 หมื่นตัน โดยเอกชนจะหารือกับกรมการค้าต่างประเทศ ถึงความเป็นไปได้การรับคำสั่งซื้อดังกล่าวว่าไทยมีข้าวส่งตามความต้องการหรือไม่ และคูเวต ยังต้องการสั่งซื้อ ปูนซีเมนต์ ประมาณ 4 ล้านตัน รองเท้าทหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ด้านตลาดแอฟริกาเหนือ ในประเทศโมร็อกโก และอียิปต์ มีมูลค่าการสั่งซื้อ 163 ล้านบาท สินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อ ได้แก่ ชิ้นส่วนอะไหล่ ยานยนต์ และสินค้าพลาสติก "กลางปีนี้จะเดินทางเจาะตลาดตะวันออกกลาง อีก 2 ประเทศ คือ อิหร่าน ที่จะใช้เป็นประตูไปประเทศกลุ่มซีไอเอสและประเทศจอร์แดน เพื่อเจาะเข้าอิรักอีกทาง เน้นสินค้ากลุ่มเล็กๆต่างจากคูเวตที่เน้นสินค้าหลักๆอย่างข้าว น้ำตาลและวัสดุก่อสร้าง" นางพงษ์ศักดิ์ กล่าว
17 เมย. 2547

แหล่งข่าว: กรุงเทพธุรกิจ
เอฟทีเอไทย-จีนดันส่งออกทุเรียน7ล้านดอลล์
กรมการค้าต่างประเทศระบุเอฟทีเอไทย-จีน ช่วยผลักดันส่งออกเพิ่ม เผยสถิติออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ภาคตะวันออกในรอบ 6 เดือน พุ่ง 1,285 ฉบับ ปริมาณสินค้าที่ส่งออก 24,391 ตัน มูลค่า 12.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุเรียนได้รับความนิยมสูงส่งออกกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลจากการที่รัฐบาลได้ตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-จีน ในสินค้าผัก-ผลไม้ ช่วยให้ปริมาณการค้าไทย-จีนเพิ่มขึ้น โดยสถิติการขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เขต3 จ.ชลบุรี ได้ออกใบรับรองตั้งแต่ 1 ต.ค.ปีก่อน ถึง 31 มี.ค. ที่ผ่านมา สูงถึง 1,285 ฉบับ คิดเป็นปริมาณสินค้าส่งออก 24,391 ตัน มูลค่า 12.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกหนังสือรับรอง ไปจำนวน 573 ฉบับ ปริมาณ 10,767 ตัน มูลค่า 5.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในระยะช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำนักงานฯ ไม่ได้ออกหนังสือรับรองในการส่งไปจีนเลย เพราะ ไม่มีผู้ส่งออกมาขอหนังสือรับรอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณและมูลค่าที่เกิดขึ้นในช่วงปีนี้ เป็นผลโดยตรงจากการเปิดเขตการค้าเสรีไทย- จีน และ อาเซียน - จีน โดยสินค้าส่งออกมากที่สุด คือ ทุเรียนสด จำนวน 14,473 ตัน มูลค่า 7.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลำไยสด จำนวน 9,576 ตัน มูลค่า 4.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ปีก่อน ที่เริ่มเปิดเอฟทีเอ มีผู้ส่งออกขอใบรับรอง Form C/O จำนวน 712 ฉบับ หรือ 32% ของหนังสือรับรองที่กรมการค้าต่างประเทศ ออกให้ทั้งหมด โดยมีมูลค่าส่งออกเพิ่ม 9.6% นายราเชนทร์ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดตั้งสำนักงานการค้าต่างประเทศในภูมิภาคขึ้นมา 6 แห่ง เช่น เชียงใหม่ สงขลา (หาดใหญ่) ชลบุรี สระแก้ว หนองคาย และเชียงราย เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้าและส่งออก

ข้อตกลงเอฟทีเอไทย-จีน ที่เกิดขึ้น 1 ต.ค. ปีก่อนในส่วนของผัก-ผลไม้ มีปัญหาอุปสรรคสูงมาก โดยเฉพาะการส่งออกจากไทยไปจีน เพราะมีขั้นตอนอุปสรรคการนำเข้าในแต่ละมณฑลของจีน ที่ใช้ระเบียบของตนเอง ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์ต้องจัดคณะผู้แทนการค้า เพื่อเดินทางไปเปิดตลาดผลไม้ในจีนเป็นการเฉพาะ โดยนายวัฒนา เมืองสุข รมว.พาณิชย์ มีแผนเดินทางเยือนจีน เพื่อเจรจากับรัฐบาลและผู้นำเข้าจีนอีกครั้งในเดือนพ.ค.นี้
   

 

Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. fta@fispri.org

Copyright @2004 All rights reserved