9-11 กันยายน 2547
แหล่งข่าว: ฐานเศรษฐกิจ |
อาเซียนผลักดันโรดแมพ ผนวก ศก.เปิดเขตค้าเสรีภูมิภาคเอเชียในอีก 8 ปี
แผนผนวกเขตการค้าเสรีภูมิภาคเอเชียคืบ ได้ชาติสมาชิกอาเซียน+3 ผลักดัน เผยความเคลื่อนไหวล่าสุด จากผลการประชุม รมต. คลังอาเซียนทุกฝ่ายเห็นชอบยกเลิกภาษีสินค้า 11 รายการ ให้หมดภายในปี 2555 สู่เป้าหมายผลักดันภูมิภาคอาเซียนบรรลุผลสู่เขตเศรษฐกิจระบบเดียว ขณะที่การเจรจาเปิดการค้าเสรีร่วมกับชาติพันธมิตรคู่ค้าอีก 7 ประเทศ กำหนดเดินเครื่องเปิดดำเนินการเจรจาได้ต้นปีหน้า ภายหลังการประชุมกลุ่มรัฐมนตรีคลังของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 36 รวมทั้ง จีน ญีปุ่น เกาหลี และประเทศในเอเชียอื่นๆ เสร็จสิ้นลงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาติสมาชิกได้ตกลงจัดทำแผนโรดแมพ การยกเลิกภาษีสินค้าและผสานเขตเศรษฐกิจในอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า (AFTA: ASEAN Free Trade Area) รวมทั้งการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศให้ดียิ่งขึ้นภายใต้ระบบการเจรจาการค้าแบบพหุภาคี โดยในข้อตกลงได้กำหนดให้อาเซียนบรรลุการรวมเศรษฐกิจระบบเดียว ภายในปี 2563 ซึ่งกำหนดให้ยกเลิกภาษีสินค้าจำนวนทั้งสิ้น 11 ภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ยางพารา, เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์, สิ่งทอ, การบิน, การท่องเที่ยว, เกษตร, อาหารทะเล, ไม้, การดูแลสุขภาพ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายในปี 2550 สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และบรูไน ขณะที่ในอีก 4 ประเทศที่เหลือ ซึ่งได้แก่ เวียดนาม, ลาว, พม่า และกัมพูชา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เลื่อนออกไปอีก 8 ปี จนถึงปี 2555 พร้อมกันนี้ อาเซียนยังถือเอาเวทีการประชุมในครั้งนี้ ทำความตกลงกับประเทศที่เป็นพันธมิตรคู่ค้า เพื่อดำเนินการเจรจาการค้าเสรีในอนาคตต่อไป โดยอาเซียนได้หารือร่วมกับ นาย โชอิจิ นาคากาว่า รัฐมนตรีการค้าของญี่ปุ่น เพื่อสานต่อความร่วมมือการค้าเสรี ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำหนดที่จะเปิดการเจรจาได้ในเดือน เม.ย. ปี 2548 และกำหนดที่จะสรุปความตกลงให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี อีกทั้ง ยังฟื้นคณะกรรมาธิการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ขึ้นมาใหม่ หลังยุบไปเนื่องจาก ไม่สามารถหาข้อสรุปการเจรจาในหัวข้อด้านเกษตรได้ โดยให้คณะกรรมาธิการดำเนินการเจรจานอกรอบในหัวข้อเร่งด่วนก่อนที่จะเปิดประชุมอย่างเป็นทางการในปีหน้า |
27 สิงหาคม 2547
แหล่งข่าว: ผู้จัดการ ออนไลน์ |
กลุ่มอาเซียนออกมาตรการ
นายสัญชัย ตันตยาภรณ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากมาตรการด้านการกักกันพืชระหว่างประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ทั้งพืชผักและผลไม้ คณะผู้เชี่ยวชาญด้านการกักกันพืชของกลุ่มสมาชิกอาเซียน 11 ประเทศจึงได้ร่วมประชุมหารือ เพื่อจัดทำมาตรการการกักกันพืชให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้จำแนกชนิดศัตรูพืชกักกันและรวบรวมข้อมูล รวมทั้งตั้งเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าเกษตร ใน เบื้องต้นมีข้อตกลงร่วมกันว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปประเทศผู้ส่งออกข้าวสารไม่ต้องรมสารเมธิลโบรไมด์เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชก่อนการส่งออก แต่ต้องมีคำรับรองในใบรับรองปลอดศัตรูพืชว่า ปลอดจากแมลงศัตรูโรงเก็บที่สำคัญ อาทิ มอด ด้วงงวง ผีเสื้อข้าวสาร กำกับไปด้วยทุกครั้ง จากข้อตกลงในเงื่อนไขดังกล่าว คาดว่าจะช่วยผลักดันให้ไทยสามารถส่งออกข้าวสารไปยังต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงขณะนี้ มีการนำเข้าข้าวสารจากไทยแล้วกว่า 3.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 4,063 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณการใช้สารเมธิลโบรไมด์ลง ซึ่งจะส่งผลถึงการลดปัญหาหาสิ่งแวดล้อมได้ เพราะสารดังกล่าวมีส่วนทำลายชั้นโอโซน นายสัญชัยกล่าวต่ออีกว่า แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้การส่งออกข้าวสารไม่ต้องรมสารเมธิลโบรไมด์
ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า การที่ญี่ปุ่นตัดสินใจเปิดเจรจาในระดับกลุ่มกับอาเซียนอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ จะเน้นการเจรจาการค้าในระดับทวิภาคีมากกว่า เป็นเพราะญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันในการแข่งขันกับจีน รวมถึงเกาหลีใต้ ที่รุกเดินหน้าเปิดการเจรจาการค้าเสรีกับอาเซียนไปก่อนหน้า โดยการเจรจาอาเซียนกับเกาหลีใต้ จะเริ่ม ม.ค. 2548 และกำหนดจะสรุปให้ได้ภายใน 2 ปี และดำเนินการตามข้อตกลงให้ได้ภายในปี 2552 ส่วนในการเจรจากับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดที่จะเปิดเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนภายในปี 2553 ในที่ประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย รับในร่างข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การเปิดเสรีการค้า และบริการ รวมถึงกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกัน ขณะเดียวกัน อาเซียนยังทำความตกลงร่วมกับอินเดีย ในประเด็นสินค้าที่ควรลดภาษี ภายใต้โครงการลดภาษีสินค้าเร่งด่วน (Early Harvest Programme) ตามกรอบข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียและอาเซียน ที่ตกลงจะให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ม.ค. 2548 เลื่อนจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ พ.ย. 2547 เพราะผลการเจรจายังไม่แล้วเสร็จ และอีกส่วนหนึ่งทั้งสองฝ่ายต้องการจัดตั้งสภาธุรกิจอาเซียน-อินเดีย เพื่อหามุมมองและผลตอบรับจากการดำเนินงานจากส่วนของภาคธุรกิจในการทำการค้า โดยมีเป้าหมายขยายและสานสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายให้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากการหารือเปิดการค้าเสรี อาเซียน+3 และอินเดียแล้ว อาเซียนยังเตรียมเปิดเจรจาการค้าเสรีกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ภายในต้นปี 2548 เช่นกัน โดยกำหนดที่จะสรุปการเจรจาให้ได้ภายใน 2 ปี ขณะที่การหารือกับนาย ปาสคาล ลามี คณะกรรมาธิการด้านการค้าสหภาพยุโรป(อียู) นั้นทางอียู ย้ำว่ายังไม่ต้องการก้าวไปสู่การเปิดเจรจาการค้าเสรีกับอาเซียนในขณะนี้ เพราะมองว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในพม่า รวมถึงประเด็นกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจำเป็นจะต้องแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน ดังนั้นในขั้นต้นนี้ทั้งสองฝ่ายจะพุ่งเป้าไปที่การหาข้อสรุปร่วมด้านมาตรฐานสุขอนามัยของสินค้าเกษตร และอาหารทะเล รวมถึงมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และไม้ รวมถึงมาตรการและระเบียบข้อกำหนดในด้านความปลอดภัย, สุขอนามัย และการคุ้มครองผู้บริโภค ที่อียูต้อการหารือมากกว่ามาตรการเรื่องภาษีหรือโควต้า สำหรับการทำการค้าในศตวรรษที่ 21 |
6 สิงหาคม
2547
แหล่งข่าว: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ |
อาเซียนเร่งรวมกลุ่มสินค้าและบริการ 11 สาขา
นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 4/35 และการประชุม SEOM กับประเทศคู่เจรจา เมื่อวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2547 ณ ประเทศเวียดนาม เพื่อหารือเร่งรัดการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญ 11 สาขา (priority sectors) ให้เป็นสาขานำร่อง และกำหนดให้สมาชิกรับผิดชอบในแต่ละสาขา คือ การท่องเที่ยว การบิน (ไทย) สินค้าเกษตร สินค้าประมง (พม่า) ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ (อินโดนีเซีย) ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ (มาเลเซีย) อิเล็กทรอนิกส์ (ฟิลิปปินส์) เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์ และบริการด้านสุขภาพ (สิงคโปร์) มอบให้เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน เจรจาหาข้อสรุปในการจัดทำ Roadmaps และร่างความตกลงฯ ต่อไป
นายวินิจฉัยฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าที่ประชุมยังได้พิจารณาให้เร่งการขจัดภาษีสินค้าในกลุ่ม priority ให้เร็วขึ้นอีก 3 ปีจากกรอบระยะเวลา AFTA เดิม (ในปี 2553 สำหรับสมาชิกเดิมเป็นปี 2550 และปี 2558 สำหรับสมาชิกใหม่อาเซียนเป็นปี 2555) โดยกำหนดให้ประเทศที่รับผิดชอบในแต่ละสาขาทบทวนรายการสินค้าให้เหมาะสมและครอบคลุม ใช้พิกัดสินค้าที่ 8 หลัก และเวียนให้ประเทศสมาชิกพิจารณาเพื่อจัดทำรายการสินค้าที่ไม่พร้อมเร่งลดภาษี (Negative list) ที่มีสัดส่วนจำนวนสินค้าไม่เกินร้อยละ 20 ของรายการสินค้าที่นำมาเร่งลดภาษี ทั้งนี้ สินค้าที่อยู่ในกลุ่ม Sensitive list (SL) และ Highly sensitive list (HSL) จะไม่นำมารวมในรายการสินค้าเร่งขจัดภาษีเป็นร้อยละ 0 ในปี 2550 โดยกรอบความตกลงฯ ดังกล่าวจะมีพิธีลงนาม โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว |