ตารางติดตามความคืบหน้าของการเจรจา FTAไทย-ญี่ปุ่น
  สถานะปัจจุบันของการเจรจา
ญี่ปุ่น เจรจาครั้งแรก เมื่อวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2547 ณ กรุงเทพฯ เจรจาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7-9 เมย. 2547 ณ กรุงโตเกียว เจรจาครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16-18 มิถุนายน 2547 ที่จังหวัด เพชรบุรี  เจรจานอกรอบระดับคณะทำงาน JTEPA ณ กรุงโตเกียว 4-6 สค. 2547 เจรจาครั้งที่ 4 ณ กรุงโตเกียว วันที่ 13-15 กันยายน 2547 การเจรจาวงจำกัดระดับหัวหน้าคณะเจรจาไทย-ญี่ปุ่น ที่สวนสามพร่าน เมือวันที่ 25-26 ต.ค. 47
ข้อมูลทั่วไป ไทยและญี่ปุ่นได้เจรจาการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Closer Economic Partnership: JTEP) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 11-12 ธันวาคม 2546 โดยครอบคลุม FTA และความร่วมมือทางวิชาการ และได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมสาระเบื้องต้นสำหรับจัดทำความตกลง JTEP ซึ่งได้เริ่มเจรจาครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2547 ณ กรุงเทพฯ ภาพรวมของการเจรจาฯ JTEPA ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7-9 เม.ย. 2547 ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร มีการเจรจาความตกลงในเชิงความร่วมมือ 21 สาขา ซึ่งนำไปสู่การเจรจาครั้งที่ 3 ที่ชะอำ เพชรบุรี ฝ่ายญี่ปุ่นมุ่งผลักดันการเปิดเสรีสินค้าภาคอุตสาหกรรม การเปิดเสรีด้านการลงทุน การเปิดเสรีด้านบริการ รวมทั้งด้านการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง การร่วมมือเพื่อช่วยเหลือนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาในไทย ขณะที่ไทยผลักดัน 3 เรื่อง ได้แก่ การเปิดเสรีสินค้าเกษตร การบริการทางการแพทย์ และการเปิดเสรีตลาดแรงงาน ได้มีการร่างข้อบทด้านความร่วมมือใน Basic Agreement และ 7 สาขาความร่วมมือ ได้แก่ สาขาการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การบริการการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อม SMEs การส่งเสริมการค้าและการลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอและแนวทางปฎิบัติ แต่ยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องที่แต่ละฝ่ายสนใจ โดยเฉพาะฝ่ายไทยที่ยืนยันจะเปิดเสรีในเรื่อง ข้าว น้ำตาล ไก่ มันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมรองเท้า ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเปิดเสรีในรายการสินค้า อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็ก ส่วนในด้านการค้าบริการ ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือกันเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย โดยญี่ปุ่นจะทำข้อเสนอแนวทาง Negative List ขณะที่ไทยจะใช้แนวทาง Positive List ทั้งนี้จะมีการเจรจาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 ในวันที่ 13-15 กันยายน นี้ นอกจากนี้ได้มีการหารือความร่วมมือใน 5 สาขา ได้แก่ การบริการการเงิน การส่งเสริมการค้าและการลงทุน การเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน  การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 4 ณ กรุงโตเกียว ภาพรวมของการเจรจายังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องที่แต่ละฝ่ายสนใจ การประชุมมีหัวหน้าคณะเจรจา และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายละไม่ต่ำกว่า 60 คน เข้าร่วมประชุม โดยมีการตกลงที่จะประชุมครั้งต่อไปในวงจำกัดเฉพาะหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายละ 1+5 คน เพื่อพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหา ในวันที่ 25-26 ตุลาคม 2547 และจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ฝ่าย พบปะกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 และอาเซียน-ญี่ปุ่น ในปลายพฤศจิกายน ที่เวียงจันทน์ เพื่อรับทราบสถานะล่าสุด  การเจรจาที่จัดขึ้น ณ สวนสามพราน จังหวัด นครปฐม อยู่ในวงจำกัดเฉพาะหัวหน้าคณะเจรจาในภาพรวม และกลุ่มหัวหน้าคณะทำงานของกระทรวงต่างๆ เรียกว่า กลุ่ม  “1+5”  ซึ่งในฝ่ายทีมไทย ประกอบด้วยกระทรวงพาณิชย์ ดูเรื่องการค้าสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบาย แข่งขันทางการค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูเรื่องสินค้าเกษตร และความร่วมมือด้านเกษตร กระทรวงการคลัง ดูเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การค้าไร้กระดาษ และการจัดซื้อจัดจ้างของ ภาครัฐ กระทรวงอุตสาหกรรม ดูเรื่องสินค้าอุตสาหกรรม และมาตรฐานการยอมรับร่วมกัน และกระทรวงการต่างประเทศ ดูเรื่องการค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายของบุคคลธรรมดา และความร่วมมือสาขาต่างๆ 
          นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะจัดให้มีการประชุมนอกรอบเพื่อหารือเรื่องสินค้าที่จะเพิ่มในกลุ่ม Fast Track และเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 8-10 พฤศจิกายน นี้ ส่วนการประชุมเจรจาครั้งที่ 5 ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดในเดือน ธันวาคม 2547  
 - การเปิดเสรีตลาดสินค้า            
    - การลดภาษีศุลกากร ฝ่ายไทยเสนอรูปแบบการลดภาษีโดยแบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่          1)  Early Harvest จะลดภาษีเป็นร้อยละ 0 ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้  2) Normal list ไทยจะลดภาษีเป็นร้อยละ 0 ในปี 2005-2012  และญี่ปุ่นในปี 2005-2007                                                                                3) Sensitive list กรอบระยะเวลาในการลดภาษี และอัตราภาษีสุดท้ายของสินค้าในกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการเจรจา โดยกรอบการลดภาษีนี้จะครอบคลุมสินค้าทุกประเภท ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้การเจรจาเรื่องภาษีสินค้าเกษตรและความร่วมมือด้านเกษตร อยู่ภายใต้คณะทำงานร่วมด้านการเกษตรที่จะจัดตั้งต่อไป   ฝ่ายญี่ปุ่นไม่พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนรายการสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งสภาสูงในวันที่ 11 กรกฎาคม 2547 ไปแล้ว อย่างไรก็ดี ได้มีการให้ความสำคัญในรูปแบบของความร่วมมือทางด้านการเกษตร 2 ด้านหลัก คือ ความร่วมมือด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety Cooperation) และความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบสหกรณ์การเกษตร (Local-to-Local Link) สำหรับ พิธีการศุลกากร ได้มีการผลักดันให้ศุลกากรมีบทบาทในการใช้ระบบการค้าไร้กระดาษ (Paperless Trading) รวมถึงเสนอให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่วม (Joint Sub-Committee on Customs Procedures) เพื่อทบทวนและแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้ข้อเสนอของไทยครอบคลุมรายการสินค้ามากกว่านี้ เพราะมูลค่าการค้าของรายการสินค้าที่ไทยเสนอเป็นเพียงร้อยละ 64.2 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างไทยและญี่ปุ่น ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการนำเสนอเรื่องอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเหล็ก ขณะที่ฝ่ายไทยนำเสนอเรื่อง ข้าว ไก่ น้ำตาล และมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมรองเท้า และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร  ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการเจรจาสินค้าอุตสาหกรรมแยกจากสินค้าเกษตร ประมง และป่าไม้ และให้คงสินค้าอ่อนไหวบางรายการของญี่ปุ่นไว้ในข้อเสนอ และยืนกรานที่จะไม่หารือเรื่องความร่วมมือด้านการเกษตร  ขณะที่ยังผลักดันให้ไทยเร่งปรับลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม เรื่องการค้าสินค้า ไทยยังคงท่าทีสม่ำเสมอ ในการผลักดันการลด/เลิกภาษีสินค้า นานาชนิด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรไทยส่งออกได้มากขึ้น รวมถึงความร่วมมือด้านเกษตร ซึ่งจะเป็นการร่วมกันพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทย  และก็เป็นหน้าที่ของคณะ ทำงานที่จะหารือรายละเอียดกันต่อไปว่าจะเปิดเสรีกันอย่างไร ลดภาษีเท่าไร ลดเลย ลดเร็วหรือลดช้า โดยจะไม่มีการเจรจากันเรื่องข้าวตามดำริของนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ฝ่าย
    - กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (ROOs) ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นชอบในหลักการ โดยการยอมรับเงี่อนไขการพิจารณา ROOs ใน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) Wholly obtained 2) Change in Tariff Classification (CTC) แต่ยังมีความแตกต่าง คือ ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้ใช้ HS 4 หลัก ขณะที่ไทยเสนอให้ใช้ 6 หลัก 3) Value-added rule ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอให้ใช้สัดส่วนร้อยละ 60 ตามโครงการ GSP และ Japan-Singapore Economic Partnership Agreement (JSEPA) ส่วนไทยเสนอให้ใช้สัดส่วนร้อยละ 40 ตามอาเซียน และ CER-FTA ไทย-ออสเตรเลีย   ฝ่ายไทยขอใช้หลักเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าจากบทบัญญัติขององค์การการค้าโลก องค์การศุลกากรโลก กฎแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ สหรัฐ-สิงคโปร์ และร่างกฎกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงฯ ไทย-อินเดีย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นยังไม่ยอมตกลงใดๆ และขอนำกลับไปพิจารณาในรายละเอียด อย่างไรก็ดี ได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน (Ad-hoc Working Group) เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดรายละเอียดกฎแหล่งกำเนิดในรายสินค้าเพื่อศึกษาข้อมูลก่อนการประชุม JTEPA ครั้งต่อๆไป    
  - มาตรการที่มิใช่ภาษี ยังไม่ได้กล่าวถึง   ฝ่ายไทยเสนอให้ฝ่ายญี่ปุ่นยอมรับผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการของไทย และมีการระบุประเภทของผลิตภัณฑ์ที่จะมีการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานและการรับรอง (MRA) ไว้ในภาคผนวก ทั้งสองฝ่ายจะนำไปพิจารณาในรายละเอียดก่อนการประชุมครั้งหน้า โดยเฉพาะในประเด็นการยอมรับผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการของทั้ง 2 ฝ่าย   ฝ่ายญี่ปุ่นมีท่าทีอ่อนลงต่อข้อเสนอของไทยในเรื่องการขยายความคุ้มครองาของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (geographicla indications) ให้ครอบคลุมสินค้าอื่นๆ อาทิ ข้าวและผ้าไหม นอกเหนือจากไวน์และสุราที่ได้รับการคุ้มครองจากความตกลง WTO       
    - มาตรการสุขอนามัย            
    - มาตรฐานสินค้า            
    - การต่อต้านการทุ่มตลาด            
 - การเปิดเสรีภาคบริการ  การหารือมี 2 ส่วนหลัก คือ Basic Principle และ Market Access             1) Basic Principle มี 2 ประเด็น คือ MFN และ negative list approach  ไทยเห็นว่า MFN ต้องเจรจาใน FTA และไม่ประสงค์ที่จะใช้ negative list approach ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอให้มีเรื่องความโปร่งใสของกฏระเบียบภายใน (Transparency in Domestic Regulation) ส่วนไทยเสนอให้มีเรื่องการใช้มาตรการปกป้องฉุกเฉิน (Emergency Safeguard Measures)                 2) Market  Access ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงจะจัดทำ Consolidated request เพื่อยื่นอย่าเป็นทางการต่อไป และให้การเจรจาเปิดตลาดและการเจรจา text ดำเนินไปพร้อมๆกัน                                                                                    นอกจากนี้ญี่ปุ่นต้องการให้ฝ่ายไทยยกเลิกข้อจำกัดของการเปิดบริการสาขาต่างๆเป็นการทั่วไป ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมาก จะต้องมีการเจรจาต่อไป                    ในการเจรจาครั้งนี้ ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในแนวทางการเปิดเสรีว่าจะใช้ Negative List หรือ positive list แต่ก็ได้มีการหารือในสาระของการเปิดเสรี โดยฝ่ายญี่ปุ่นผลักดันในเรื่องการบริการด้านการเงิน ขณะที่ฝ่ายไทยผลักดันเรื่องการอนุญาตให้คนญี่ปุ่นเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทยและเบิกค่ารักษาพยาบาลในญี่ปุ่นได้     ไทยยืนยันให้ญี่ปุ่นเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายไปมาของบุคคล  ทำให้ชาวไทย-ญี่ปุ่นไปมาหาสู่ทำการค้าขายลงทุนได้สะดวกขึ้น และให้แรงงานฝีมือของไทยมีโอกาสเลือกที่จะไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นได้สะดวกขึ้น
   - โทรคมนาคม            
  - การเงิน/การธนาคาร ญี่ปุ่นให้ความสนใจเป็นพิเศษในการยกเลิกข้อจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติในสาขาการเงิน   ฝ่ายไทยยังไม่พร้อมที่จะผูกพันภาคการเงินเพิ่มเติมจากแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ได้ชี้แจงให้ฝ่ายญี่ปุ่นทราบ ฝ่ายญี่ปุ่น พยายามโยงเรื่องความร่วมมือ (Co-operation) ไว้รวมกับการเปิดตลาด (Market Access) โดยเฉพาะด้านการเงิน แต่ฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยที่จะนำมาโยงกัน เพราะเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกัน  อย่างไรก็ดี โดยส่วนใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในเรื่องบริการทางการเงิน         อีกเรื่องหนึ่ง ก็ไม่พ้นเรื่องการบริการสุขภาพครับ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคของรัฐบาลนั่นเอง ทีมซามูไรก็พร้อมรับฟังเช่นเคยครับ สองฝ่ายตกลงจะคุยกันต่อไปด้วยดี
  - การขนส่ง ไทยสนใจด้าน Logistics                ญี่ปุ่นให้ความสนใจเป็นพิเศษในการยกเลิกข้อจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติในด้านการขนส่งสินค้าทางบก          
  - การท่องเที่ยว ไทยสนใจสาขาท่องเที่ยว รวมร้านอาหาร     ฝ่ายไทยเน้นด้านความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว อาทิ โครงการ Long Stay และความร่วมมือด้าน Health and spa, marine และ eco-tourism ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว แต่เห็นว่าไม่ควรระบุสาขาความร่วมมือย่างละเอียด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและกังวลเรื่องข้อผูกมัดทางกฏหมาย และไม่เห็นด้วยที่จะเน้นไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว (travel hub) เพราะเห็นว่าเป็นความร่วมมือทวิภาคี    
  - สุขภาพ ไทยสนใจด้าน โรงพยาบาล Long Stay ดูแลผู้สูงอายุ และสปา       ประเด็นที่ไทยเสนอจะให้ญี่ปุ่นเปิดการลงทุนด้านธุรกิจสปาในญี่ปุ่น ยังติดขัดเรื่องมาตรฐานอาชีพสำหรับบุคคลผู้ให้บริการ ซึ่งรวมถึงบริการสปาด้วย  
  - ธุรกิจบันเทิง            
   - อื่นๆ   ไทยสนใจด้านการก่อสร้างและออกแบบ ซ่อมบำรุง โสตทัศน์ และการศึกษา ญี่ปุ่น สนใจการให้สิทธิคนต่างชาติถือครองที่ดิน และข้อกำหนดให้จ้างแรงงานไทยเพื่อจ้างชาวต่างชาติในอัตราส่วน 4 ต่อ 1          
  - การเปิดเสรีภาคการลงทุน ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยมีความร่วมมือที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในการส่งเสริมด้านการลงทุน   ทั้งฝ่ายไทย และญี่ปุ่นยังคงมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องแนวทางการเปิดเสรีว่าจะใช้ Positive List หรือ Negative List และเรื่องที่ญี่ปุ่นขอย้าย Mode 3 (commercial presence) ออกจากเรื่องการค้าบริการเพื่อไปรวมกับเรื่องการลงทุน  และการยอมรับที่จะให้การประติบัติเท่าเทียมกับที่สหรัฐฯได้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของความร่วมมือ  เรื่องการเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน     เรื่องการลงทุน ในหลักการทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยที่จะให้การคุ้มครองแก่นักลงทุนในระดับเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับที่ไทยให้กับนักลงทุนจากประเทศที่สาม นอกจากนี้ ยังหารือกันถึงความร่วมมือในการเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี โดยต่างฝ่ายต่างจะอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจและ ผู้ค้าบริการของอีกฝ่ายหนึ่ง
  - การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยมีความร่วมมือที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา   ฝ่ายญี่ปุ่นได้เสนอร่างข้อเสนอฉบับล่าสุดที่ครอบคลุมถึง สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และการคุ้มครองพันธุ์พืช ส่วนฝ่ายไทยชี้แจงกรณีที่ไทยยังไม่สามารถเข้าเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับทรัยพ์สินทางปัญญารวม 11 ฉบับ การคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมพื้นบ้าน ซึ่งไทยมีท่าทีที่จะให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในเวทีระหว่างประเทศ ส่วนประเด็นการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ฝ่ายไทยต้องการให้มีการคุ้มครองในระดับพิเศษ ฝ่ายญี่ปุ่นขอให้มีการกำหนดรายการสินค้าที่จะได้รับความคุ้มครองร่วมกัน     ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาไทยผลักดัน โดยเน้นที่การคุ้มครอง สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในระดับสูง ให้แก่สินค้าที่ไทยและญี่ปุ่นมีศักยภาพ โดยอาจยก ข้าว และผ้าไหมมาพิจารณาก่อน
  - กฎระเบียบอื่นๆ                 
    - นโยบายการแข่งขัน ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยมีความร่วมมือที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในเรื่องนโยบายการแข่งขัน   ฝ่ายไทยเสนอร่างเรื่อง Competition Policy โดยใช้ร่างฉบับไทย-ออสเตรเลีย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ร่างของทั้ง 2 ฝ่ายมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยของฝ่ายไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และจำกัดพฤติกรรมที่ต่อต้านการแข่งขันในระบบตลาด ในขณะที่ร่างของฝ่ายญี่ปุ่นมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นความร่วมมือระหว่างองค์กรกำกับ ดูแลการแข่งขันให้มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีการพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละฝ่าย เพื่อจัดทำความเห็นก่อนการประชุมครั้งต่อไป      
    - การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ     ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอให้มีการเจรจาตามกรอบ GPA แต่ฝ่ายไทยเห็นว่าไทยยังมิได้เข้าเป็นภาคีสมาชิก GPA จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะปฎิบัติตามข้อกำหนดภายใต้ GPA และเห็นควรชะลอการเจรจาเรื่องนี้ไว้ก่อน อย่างไรก็ดีทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดซื้อโดยรัฐระหว่างกัน      
    - การปกป้องและยุติข้อพิพาท            
   - e-commerce ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยมีความร่วมมือที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในเรื่องการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์