โปรดคลิก ที่นี่ เพื่อส่งคำถามเพิ่มเติม หรือ ส่งe-mail มาหาเราที่ FTA

 
1. ความตกลงการค้าเสรีหรือ Free Trade Agreement (FTA) คืออะไร?
  • ความตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือบางทีก็เรียกกันคุ้นเคยว่า เขตการค้าเสรี ซึ่งจริงๆแล้วเป็นความตกลง (กฎ กติกา มารยาทในการค้าสินค้าและบริการ) ที่เป็นข้อผูกมัดทางกฎหมายระหว่าง 2 ประเทศ (Bilateral) หรือ มากกว่า (Regional Trade Agreement: RTA) โดยประเทศที่เป็นภาคีความตกลงดังกล่าวอนุญาตให้มีการเข้าสู่ตลาด (เปิดตลาด) ได้มากกว่าและกว้างขวางกว่าความตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งผลลัพธ์ในท้ายที่สุดแล้วก็คือเป็นการสร้างเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) โดยที่อุปสรรคด้านการค้าไม่ว่าจะเป็นภาษีศุลกากรและที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรและอุปสรรคด้านอื่นๆถูกขจัดออกไปโดยสิ้นเชิง สินค้าและบริการที่เป็นเอกลักษณ์/มีความโดดเด่น/เป็นหนึ่งเดียว (Unique) ของแต่ละประเทศก็จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนบนพื้นฐานของความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของแต่ละประเทศอย่างแท้จริง
2. ทำไมประเทศไทยต้องจัดทำเขตการค้าเสรี?
  • ผลลัพธ์ในข้อ 1 ที่มีความสำคัญยิ่งในภาพรวมก็คือเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดระเบียบ/จัดสรรทรัพยากรของประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงฯ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ถ้าสามารถขยายวงกว้างออกไปก็หมายถึงประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของโลก) แต่ในสภาพการณ์ที่การเจรจาความตกลงการค้าแบบพหุภาคี (Multilateral Trade Negotiations) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ในอดีตเป็นไปอย่างเชื่องช้าและการเจรจาในรอบปัจจุบันชะงักงัน จากการที่มีหลายฝักหลายฝ่ายจึงยากแก่การนำไปสู่ฉันทามติ (Consensus) กระแสการจัดการจัดทำ RTA/FTA จึงเป็นทางออก/ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่หลายประเทศได้ดำเนินการไปแล้วและกำลังดำเนินต่อไป เช่น EU NAFTA AFTA เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ลำพัง RTA อาทิ AFTA ซึ่งไทยเป็นภาคีก็ยังดำเนินไปค่อนข้างช้าเนื่องจากระดับความพร้อมของประเทศภาคีต่างกัน นอกจากนี้ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ (คู่ค้าสำคัญของไทย) ก็พยายามเร่งขับเคลื่อนทำ FTA กับอีกหลายประเทศ และคู่ค้าสำคัญของไทยบางประเทศก็ได้ทำ FTA กับประเทศอื่นไปแล้ว ดังนั้น หากไทยดำเนินการล่าช้าในการทำ FTA อาจทำให้ตลาดส่งออกของไทยไม่ขยายตัว/หดตัวได้และยังส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนไปของโลกภายนอกที่มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามศักยภาพที่มีอยู่และที่ต้องสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
3. ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากการจัดทำเขตการค้าเสรี?
  • ในการจัดทำเขตการค้าเสรี หากดำเนินไปได้ตามกฎ กติกา และมารยาท แล้ว ผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงคือผู้บริโภคที่จะได้บริโภคสินค้าและได้รับบริการที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำกว่าก่อนมีการเปิดเสรีและสินค้าและบริการก็ยังมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่ได้รับการคุ้มครองหรือเคยได้แต้มต่อจากทางการไม่ว่าเป็น การอุดหนุน การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าที่เป็นคู่แข่งสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ ด้วยวิธีการ/มาตรการอื่นๆ จากทางการ ก็จะแข่งขันสู้กับสินค้าที่นำเข้าไม่ได้ และหากผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ปรับตัวหรือปรับตัวไม่ได้ก็ต้องเลิกกิจการไปในที่สุด กระบวนการจัดทำเขตการค้าเสรีจึงไม่ใช่สิ่งเลวร้าย และจะต้องเกิดขึ้นตามกระแสโลกาภิวัตร์ ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศโดยรวมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศตามศักยภาพ ที่ใช้กลไกตลาดชี้นำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขจัดข้อจำกัด/อุปสรรคที่มีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเปิดให้มีการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
4. ใช้ระยะเวลาเท่าไรในการจัดทำเขตการค้าเสรี?
  • ระยะเวลาการเจรจาความตกลงการค้าเสรีขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่าย แต่ละฝ่ายก็พยายามให้ประเทศคู่เจรจาเปิดตลาดในสินค้าและบริการที่คิดแล้วว่าตนมีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) การเปิดเจรจาจึงมีหลายรอบและมักจะค่อยเป็นค่อยไป แต่มีกรอบเวลาชัดเจนที่จะเจรจาในแต่ละประเด็นจนกระทั่งตกลงกันได้ แล้วจึงนำไปสู่การมีผลบังคับใช้ โดยบางเรื่อง/บางประเด็นมีผลบังคับใช้ทันทีหลังลงนามความตกลงฯ บางเรื่องก็ดำเนินการแบบกำหนดช่วงเวลาให้ทั้งสองฝ่ายได้มีเวลาในการปรับตัวหลังจากนั้นจึงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ผลกระทบจากการทำ FTA ของไทยกับประเทศต่างๆ รวมถึงมาตรการรองรับ/แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาจึงแตกต่างกันไป (ต่างกรรม ต่างวาระ) ที่แต่ละฝ่ายต้องมีการเตรียมการ
5. มีประเทศใดเข้าร่วมในการจัดทำเขตการค้าเสรีบ้างในปัจจุบัน?
  • มีหลายประเทศในโลกที่ได้เจรจาตกลงทำ FTA ไปแล้ว สำหรับการจัดทำ FTA ของไทยในขณะนี้ (ณ เมษายน 2548) ได้มีการเจรจาไปแล้ว จำนวน 8 ประเทศ กับ 1 กลุ่มประเทศ โดยจำแนกเป็น (1) ลงนามกรอบความตกลงฯ แล้วจำนวน 6 ประเทศ (จีน บาห์เรน อินเดีย เปรู ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) และ (2) เริ่มมีการเจรจาอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2547 จำนวน 2 ประเทศ (สหรัฐฯ และญี่ปุ่น) และ 1 กลุ่มประเทศ (BIMST-EC) นอกจากนี้ ยังมีการเจรจากรอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน (ASEAN-China FTA) ซึ่งตามกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาชนลาว ได้มีการลงนามความตกลงการค้าในเรื่องการลดภาษีสินค้าในขั้นต้น จำนวน 896 รายการ มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 โดยจะเริ่มลดภาษีไำด้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2548 นี้เป็นต้นไป และมีความเป็นไปได้ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี ไทย-ปากีสถาน และไทย-กลุ่มประเทศ EFTA อีกด้วย

 


ส่งคำถามเพิ่มเติม
(FTA)

ชื่อของท่าน :  
*E-mail :  
หัวข้อ :  
ข้อความ   
 
About Us   l   FTA News & Update   l   FTA Library   l   Web Board   l   FAQs   l   Contact Us
 
Powered by Fiscal Policy Research Institute Foundation
Tipco Tower, 30th Floor, 118/1 Rama 6 Road, Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400
Tel. 02-357-3490-6 Fax. 02-357-3499 e-mail. FTA

Copyright © 2004-2009. All rights reserved